Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ฐานชั้นที่สองของจันทิจาโกสลักภาพเล่าเรื่องมหาภารตะตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่พวกปาณฑพเล่นสกากัลพวกเการพ การเปลื้องผ้านางเทราปตี การถูกขับไล่ออกจากเมืองจนถึงพระอรชุนไปบำเพ็ญตบะที่เขาอินทรกิละ

สำหรับภาพนี้เป็นภาพอรชุนซึ่งต้องการอาวุธปาศุปัตจากพระศิวะ จึงเดินทางไปยังเขาอินทรกิละเพื่อบำเพ็ญตบะ อรชุนได้ผจญภัยมากมายและในที่สุดได้พบฤาษีไทวปายานะ ต่อมาอรชุนได้บำเพ็ญตบะโดยการยืนขาเดียวเพื่ออัญเชิญพระศิวะ

ฐานชั้นที่สองของจันทิจาโกสลักภาพเล่าเรื่องมหาภารตะตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่พวกปาณฑพเล่นสกากัลพวกเการพ การเปลื้องผ้านางเทราปตี การถูกขับไล่ออกจากเมืองจนถึงพระอรชุนไปบำเพ็ญตบะที่เขาอินทรกิละ

สำหรับภาพนี้เป็นภาพทุรโยธน์เปลื้องผ้านางเทราปตี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการแพ้พนันของพวกปาณฑพทุรโยธน์จึงได้ฉุดลากนางเทราปตีและเปลื้องผ้าต่อหน้าธารกำนัลเพื่อให้ได้อาย แต่นางเทราปตีได้สวดอ้อนวอนต่อพระกฤษณะทำให้ผ้าของนางยาวไม่สิ้นสุด

ฐานชั้นที่สองของจันทิจาโกสลักภาพเล่าเรื่องมหาภารตะตั้งแต่โดยเริ่มตั้งแต่พวกปาณฑพเล่นสกากัลพวกเการพ การเปลื้องผ้านางเทราปตี การถูกขับไล่ออกจากเมืองจนถึงพระอรชุนไปบำเพ็ญตบะที่เขาอินทรกิละ

สำหรับภาพนี้เป็นภาพยุธิษฐิระกำลังเล่นสกากับเการพภายในอาคาร ส่วนปาณฑอื่นๆ เช่น ภีมะ อรชุน นกุลและสหเทพยืนอยู่ด้านนอก การตีความบุคคลนี้สามารถตีความได้จากการสังเกตเครื่องแต่งกาย เช่น ภีมะและอรชุนมักสวมมงกุฎที่มีสองก้ามคล้ายก้ามปู โดยภีมะมักนั่งผ้าเตี่ยวแสดงความแข็งแรง

ฐานชั้นแรกของจันทิจาโกสลักภาพเล่าเรื่องนิทานปัญจตันตระในภาษาชวาและเรื่องกุญชรกรรณคือเรื่องที่ยักษ์ไปเห็นกระทะทองแดงที่ถูกเตรียมไว้สำหรับเพื่อนของตนในนรก จึงนำข่าวมาบอกเพื่อเพื่อให้เพื่อปฏิบัติธรรมและเข้าถึงพระมหาไวโรจนะภาพนี้เป็นภาพกระทะทองแดงรูปวัวซึ่งนายนิรินบาลกำลังเตรียมสำหรับเพื่อนของกุญชรกรรณะ

จันทิจาโก (CandiJago) เป็นที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าวิษณุวรรธนะแห่งราชวงศ์สิงหาส่าหรีจันทิแห่งนี้เป็นเทวาลัยที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์อโมฆปาศ(พระโพธิสัตว์อวโลกิเตสวรถือบ่วงบาศ) อย่างไรก็ตาม ฐานของเทวาลัยหลังนี้กลับเล่าเรื่องในศาสนาฮินดู อันแสดงให้เห็นการผสมผสานกันระหว่างศาสนาทั้งสอง ฐานของเทวาลัยแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นแรกเป็นเรื่องปัญจตันตระและกุญชรกรรณะ ชั้นที่สองและชั้นที่สามเป็นเรื่องมหาภารตะ 

ฐานไพทีเตี้ยๆของจันทิกิดาลประดับเรื่องพญาครุฑ โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ พญาครุฑกำลังแบกมารดาของนาค ครุฑกำลังแบกเหล่านาค และพญาครุฑแบกน้ำอมฤต (ตามที่ปรากฏในภาพ)การสลักเรื่องพญาครุฑนี้มีความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณผู้ตายให้ได้รับโมกษะ (การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ) เนื่องจากน้ำอมฤต เป็นสัญลักษณ์ของความไม่ตาย

 

 

 

ฐานไพทีเตี้ยๆของจันทิกิดาลประดับเรื่องพญาครุฑ โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ พญาครุฑกำลังแบกมารดาของนาค ครุฑกำลังแบกเหล่านาค (ตามที่ปรากฏในภาพ)และพญาครุฑแบกน้ำอมฤต การสลักเรื่องพญาครุฑนี้มีความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณผู้ตายให้ได้รับโมกษะ (การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ) เนื่องจากน้ำอมฤต เป็นสัญลักษณ์ของความไม่ตาย

ด้านบนฐานประทักษิณจันทิประธานทั้งสามของจันทิปรัมบะนันจะพบภาพเรื่องในศาสนาอินดูที่พนักระเบียงของลานประทักษิณ ทั้งนี้ เทวาลัยหลังพระศิวะและพระพรหมปรากฏเล่าเรื่องรามายณะ ส่วนเทวาลัยพระวิษณุเล่าเรื่องพระกฤษณะ

เทวาลัยพระวิษณุปรากฏภาพเล่า เรื่องพระกฤษณะตอนเด็ก คือเรื่องราวการผจญกับอสูรที่พญากงส์ส่งมา ภาพเล่าเรื่องที่สำคัญได้แก่ ภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลียะและภาพพระกฤษณะกับพระพลรามดูดนมนางยักษ์ซึ่งพญากงส์ส่งมาเพื่อฆ่าทารกทั้งสองให้ตายด้วยยาพิษที่ทาไว้ที่หัวนม แต่พระกฤษณะกับพระพลรามรู้ทันจึงกัดนมนางยักษ์ขาดตาย

ด้านบนฐานประทักษิณจันทิประธานทั้งสามของจันทิปรัมบะนันจะพบภาพเรื่องในศาสนาอินดูที่พนักระเบียงของลานประทักษิณ ทั้งนี้ เทวาลัยหลังพระศิวะและพระพรหมปรากฏเล่าเรื่องรามายณะ ส่วนเทวาลัยพระวิษณุเล่าเรื่องพระกฤษณะ

ภาพเล่าเรื่องเริ่มต้นจากทางซ้ายของประตูด้านทิศตะวันออกแล้ววนขวาไปรอบเทวาลัย ที่เทวาลัยพระศิวะ เรื่องราวปรากฏตั้งแต่ตอนการอวตารของพระวิษณุลงมาเป็นพระราม นางศูรปนขาถูกตัดหูตัดจมูก ตอนพระรามตามกวาง ตอนนกชดายุ ตอนหนุมานเผากรุงลงกาจนกระทั่งถึงตอนจองถนน ส่วนเทวาลัยพระพรหมนั้น เป็นเรื่องตอนจบของรามายณะ อันได้แก่ฉากรบพุ่งกัน และรับนางสีดากลับในที่สุด เรื่องยังคงต่อเนื่องไปถึงตอนนางสีดาถูกเนรเทศไปป่าและพระกุศและพระลพประสูติ

สำหรับในภาพนี้ เป็นภาพพระราม พระลักษมณ์พร้อมด้วยกองทัพลิงกำลังรบกับกองทัพรากษสของทศกัณฐ์ จันทิพระพรหม

ทางประทักษิณของบุโรพุททโธชั้นที่ 2-4 ปรากฏภาพสลักตามคัมภีร์คันธวยุหสูตรและภัทรจารีซึ่งถือเป็นภาพสลักเรื่องที่ช่างให้ความสำคัญที่สุดที่นี่ เนื่องจากภาพสลักดังกล่าวกินพื้นระเบียงถึง 3 ชั้นแตกต่างไปจากภาพสลักเรื่องลลิตวิสตระและชาดก-อวทานซึ่งมีพื้นที่เฉพาะระเบียงชั้นล่าง

ส่วนคัมภีร์ภัทรจารีนั้น ถือเป็นบทสุดท้ายของคัมภีร์คันธวยุหสูตรอีกทีหนึ่ง จึงถือเป็นบทสรุปของคันธวยุหสูตรไปโดยปริยาย เป็นคัมภีรืที่กล่าวถึงการที่พระสุธนได้ไปหาพระโพธิสัตว์สมันตภัทรซึ่งถือเป็นครูคนสุดท้ายและได้บรรลุธรรม พระสมันตภัทรเองได้แสดงนิมิต “พระพุทธเจ้าทั้งหลายในจักรวาล” ให้พระสุธนเห็น

หมวดหมู่ศิลปะไทย

ศิลปะไทย,ศิลปะทวารวดี,ศิลปะศรีวิชัย,ศิลปะหริภุญชัย,ศิลปะเขมรในประเทศไทย,ศิลปะล้านนา,ศิลปะล้านช้าง,ศิลปะสุโขทัย,ศิลปะอยุธยา,ศิลปะรัตนโกสินทร์

เลือกสถานที่ศิลปะไทย

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะไทย

  • ฮูปแต้มที่สิมวัดสนวนวารีพัฒาราม
    วัดสนวนวารีพัฒนาราม ตั้งอยู่ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สิ่งที่สำคัญภายในวัด คือ อุโบสถหรือสิมโบราณที่มีลักษณะเรียบง่ายเช่นเดียวกับสิมพื้นบ้านอีสานทั่วไป ที่ผนังด้านนอกมีฮูปแต้มหรือภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนเรื่องสินไซซึ่งเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านอีสานหรือที่ภาคกลางรู้จักกันในชื่อสังข์ศิลป์ชัย สันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕…
    Written on วันพฤหัสบดี, ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ๐๘:๑๐
  • วัดมโนภิรมย์
    วัดมโนภิรมย์ตั้งอยู่ที่ บ้านชะโนด ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร กรมศิลปะการระบุว่าวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน…
    Written on วันพฤหัสบดี, ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ๐๘:๐๑
  • วิหารวัดป่าฝาง
    วัดป่าฝางหรือวัดศาสนโชติการาม ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.ลำปาง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น วิหาร มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างตะวันตกกับเรือนชั้นซ้อนแบบพญาธาตุซึ่งเป็นที่นิยมในล้านนาและพม่า…
    Written on วันพุธ, ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๙:๒๔
  • พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่
    พระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ จ.พะนครศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามในสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลี ศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ช่วยปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒…
    Written on วันพุธ, ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๔:๐๘
  • ปราสาทเมืองสิงห์
    ปราสาทเมืองสิงห์เป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของไทย ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าเมืองสิงห์ซึ่งเป็นบริเวณที่มีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างปราสาทเมืองสิงห์คือศิลาแลง รวมทั้งพบรูปเคารพซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปเคารพเนื่องในศาสนาพุทธมหายาน เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี จึงสันนิษฐานว่าปราสาทเมืองสิงห์น่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗…
    Written on วันพุธ, ๑๑ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๒:๓๒

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

16049204
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
135245
0
135245
15913794
398406
0
16049204
Server Time: 19-05-2021 05:50:20