Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ พระเศียรหักหายไปแล้ว ลักษณะพระพุทธรูปที่พระหัตถ์ทั้งสองข้างวงบนพระชงฆ์ ห่มจีวรเฉียงแต่ชายจีวรวกมาคลุมพระพาหาบางส่วน เป็นลักษณะเด่นของพุทธรูปในสมัยดงเดืองซึ่งคงได้รับได้อิทธิพลจากศิลปะจีน นอกจากนี้ลายกนกที่คล้ายรูปตัว C ที่ด้านล่างยังแสดงถึงลักษณะศิลปะดงเดืองด้วย ทั้งนี้ในสมัยศิลปะดงเดืองซึ่งตรงกับช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 จามหันไปนับถือพระพุทธศาสนาแทนศาสนาฮินดู ดังนั้นจึงมีการสร้างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

ภาพเล่าเรื่องนี้ประดับอยู่บนฐานของวิหารในกลุ่มปราสาทดงเดือง ลักษณะใบหน้าของประติมากรรมที่มีพระเนตเบิกโพลง พระโอษฐ์หนาแบะ ศิราภรณ์ประดับพระเศียรประกอบด้วยตาบแผ่นใหญ่ 3 แผ่น และผ้านุ่งปรากฏแต่ส่วนชายพกที่มีลักษณะเป็นถุงแต่ไม่ปรากฏปลายชายพก ล้วนสะท้อนถึงลักษณะของศิลปะดงเดือง ช่างได้แกะสลักเล่าถึงฉากหนึ่งในพุทธประวัติคือ ตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (ออกบวช) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตทางโลก และต้องการแสวงหาทางหลุดพ้น พระองค์ได้ทรงม้าหลบหนีออกจากวังในยามดึก โดยมีเหล่าเทวดาตามเสด็จ ในภาพ บุคคลที่ประทับอยู่บนหลังม้าและมีการประดับเครื่องทรงคงหมายถึงเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง

ฐานมีบัวขนาดใหญ่ บริเวณท้องไม้มีการประดับด้วยประติมากรรมที่มีลักษณะคล้ายถันสตรี มุมทั้งสี่ประดับประติมากรรมครุฑ และสิงห์อยู่ในท่ายืนแบก การประดับประติมากรรมรูปถันสตรีโดยรอบฐานเป็นลักษณะที่ไม่เคยพบมาก่อนในศิลปะใด สำหรับในศิลปะจามนั้นปรากฏในศิลปะมิเซิน A1 เป็นครั้งแรก และนิยมอย่างมากในสมัยบิญดิ่ญ มีผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับที่มาของการประดับดังกล่าวไว้ต่างกัน บางกลุ่มเชื่อว่าอาจมาจากพวกชนเผ่าที่อยู่ตามเทือกเขาอันนัม บางท่านเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับตำนานบรรพบุรุษของกษัตริย์อินทรปุระซึ่งมีนามว่า อุโรหะ หรือ อุระ คำดังกล่าวแปลว่าพระถัน

หน้าบันชิ้นนี้เดิมอยู่ที่ขวงมี่ ปัจจุบันนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามประจำเมืองดานัง จากลักษณะเข็มขัดวงโค้งของประติมากรรมสามารถกำหนดอายุอยู่ในช่วงมิเซิน A1 พระศิวะประทับอยู่บนหลังโคนนทิซึ่งเป็นพาหานะประจำของพระองค์ พระองค์กำลังร่ายรำ ในขณะเดียวกันเล่นวีนาไปด้วย ทั้งนี้เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกด้วย

หน้าบันชิ้นนี้สามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะมิเซิน A1 โดยพิจารณาจาก ผ้านุ่งของประติมากรรมประธานที่ขมวดชายผ้านุ่งเป็นถุง และปล่อยชายพกยาวจรดพื้น หน้าบันแสดงฉากพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ ทั้งนี้พระกฤษณะเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ คราหนึ่งทรงยกเขาโควรรธนะเพื่อกำบังคนเลี้ยงวัวจากพายุฝนที่พระอินทร์บันดาลให้ตกอย่างหนัก ในภาพ ประติมากรรมประธานหมายถึงพระกฤษณะที่กำลังยกภูเขาอย่างสุดกำลัง ทางด้านซ้ายและขวาคือบรรดาคนเลี้ยงวัว และวัวที่เข้ามาหลบฝนใต้เขานั้น

ขนย้ายมาจากเนิน Buu Chau ที่ตราเกียว กำหนดอายุอยู่ในสมัยมิเซิน A1 โดยดูได้จากลักษณะศิราภรณ์ และลักษณะที่ไม่ค่อยดุร้ายเมื่อเทียบกับทวารบาลสมัยดงเดือง ทวารบาล คือ เทพผู้นำหน้าที่พิทักษ์ศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด โดยมักอยู่หน้าประตูทางเข้า และมีหน้าตาดุร้ายเพื่อทำให้วิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายกลัวเกรง สำหรับในศาสนาฮินดูมีทวารบาลอยู่คู่หนึ่งที่ปรากฏบ่อยๆคือ นนทิศวร และมหากาล โดยนนทิศวรมักแสดงใบหน้าเรียบเฉย ส่วนมหากาลมักแสดงใบหน้าดุร้าย ทวารบาลองค์นี้ปรากฏคู่กันกับทวารบาลภาคปกติซึ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉย ดังนั้นทวารบาลภาคปกติหมายถึงนนทิศวร ส่วนภาคดุร้ายคงหมายถึงมหากาล

หน้าบันชิ้นนี้ถูกขนย้ายจากตราเกียวมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ไซ่ง่อน แต่ต่อมาย้ายมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามประจำเมืองดานัง รูปแบบประติมากรรมสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะมิเซิน A1 อย่างเด่นชัด คือ องค์ประกอบบนพระพักตร์ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนศิลปะดงเดือง และศิราภรณ์ประกอบด้วยตาบขนาดเล็ก 5 ตาบ ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เทวสตรีองค์นี้คือใคร หากพิจารณาจากของถืออันได้แก่ กระบอง จักร์ และสังข์ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า เทวสตรีองค์นี้คือมหิษสุรมรรทนี แต่น่าสังเกตว่าบนหน้าบันขาดองค์ประกอบสำคัญอีกสองประการคือ คันธนู และควาย นอกจากนี้ยังปรากฏนาค 13 เศียรด้วยซึ่งไม่ปรากฏมาก่อนในฉากที่เกี่ยวเนื่องกับมหิษสุรมรรทนี

ช่างจามนิยมประดับประติมากรรมศิลารูปช้างกับตัวปราสาท ทั้งนี้เอกลักษณ์ประติมากรรมช้างในสมัยมิเซิน A1 ที่แตกต่างจากยุคอื่นๆคือ ช้างแสดงท่าทางกำลังเดินไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันหันหน้ามาทางผู้ดู และงวงปัดไปทางด้านข้าง ในขณะที่ยุคอื่นๆมักไม่แสดงท่าทางเคลื่อนไหว นอกจากนี้ศิลปะมิเซิน A1 ถือเป็นยุคแรกที่ช้างมีการประดับศิราภรณ์ด้วย โดยลักษณะศิราภรณ์เหมือนกับที่ปรากฏในกลุ่มประติมากรรมบุคคลในสมัยเดียวกัน คือประกอบด้วยตาบขนาดเล็ก 5 ตาบ

หน้าบันชิ้นนี้ขนย้ายมาจากพงเล และแกะสลักฉากศิวนาฏราช ลักษณะผ้านุ่งของพระศิวะที่ประกอบด้วยชายพกรูปถุงขนาดเล็กและปลายชายพกยาวจรดพื้น ริ้วผ้าบนปลายชายพกแสดงการทบไปมาแบบซิกแซก ริ้วผ้ามีลักษณะประดิษฐ์ ทำให้กำหนดอายุหน้าบันชิ้นนี้ไว้ในสมัยมิเซิน A1 ภาพกลางหน้าบันแสดงฉากพระศิวะกำลังร่ายรำ หรือที่เรียกว่าศิวนาฏราช เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกของเราด้วย ซ้ายและขวาของพระศิวะของเหล่านาคโดยสังเกตได้จากท่อนล่างของพระวรกายเป็นเกล็ด

หน้าบันชิ้นนี้ค้นพบที่หมู่บ้าน Bich La ในจังหวัดควงตรี (Quang Tri) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเว้ ลักษณะของประติมากรรมบนหน้าบันแสดงถึงรูปแบบของศิลปะมิเซิน A1 โดยสังเกตได้จากเส้นโครงร่างพระวรกาย และพระกรที่ดูออนช้อย และชายพกผ้านุ่งยาวจรดพื้น อย่างไรก็ดีลักษณะบางอย่างแสดงให้เห็นว่าช่างยังรักษารูปแบบของศิลปะดงเดืองบางประการไว้คือ พระพักตรของพระพุทธรูปที่มีพระขนางยาวต่อกันเป็นปีกกา พระโอษฐ์หนาแบะ และมีพระมัสสุ ภาพกลางหน้าบันแสดงฉากพระศิวะกำลังร่ายรำ หรือที่เรียกว่าศิวนาฏราช เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกด้วย

หมวดหมู่ศิลปะจามและเวียดนาม

หมวดหมู่ศิลปะจามและเวียดนาม,อาณาจักรจาม,อาณาจักรเวียด,ศิลปะหัวล่าย,ศิลปะดงเดือง,ศิลปะบินดิ่ญ

Choose a category...

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะจามและเวียด

  • ศิลปะจามและเวียดนาม
      ประเทศเวียดนาม หรือสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของคาบสมุทรอินโดจีน โดยมีอาณาเขตทางเหนือติดต่อกับประเทศจีน ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศกัมพูชาและประเทศลาว ทางทิศใต้ติดต่อกับทะเลจีนใต้ ส่วนอาณาเขตทางทิศตะวันออกนั้นติดต่อกับอ่าวตังเกี๋ยดินแดนที่เรียกว่าประเทศเวียดนามในปัจจุบันมีพัฒนาการอันยาวนานโดยมีหลักฐานเก่าแก่ไปถึงสมัยยุคหินเก่า ดินแดนแห่งนี้ยังประกอบไปด้วยกลุ่มคนหลายหลาย ที่มีบทบาทอย่างมากคือ…
    Written on วันอังคาร, ๐๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ๑๑:๒๘
  • ภาพรวมปราสาทเฝือกล็อค หรือ ปราสาททอง - Phuoc Loc
    ปราสาทเฝือกล็อค หรืออีกชื่อหนึ่งคือปราสาททอง ตั้งอยู่บนเนินกลางกลางป้อมปราการจาบาน ในจังหวัดบิญดิ่ญ ปัจจุบันเหลือเพียงปราสาทประธานเพียงหลังเดียวเท่านั้น ทั้งนี้การสร้างศาสนสถานบนเขาสูงเริ่มพบในศิลปะจามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมร แต่เดิมมีการค้นพบศิวลึงค์พร้อมฐาน ทำให้ทราบว่าศาสนสถานี้แต่เดิมสร้างขึ้นในไศวนิกาย…
    Written on วันอังคาร, ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ๐๐:๐๐
  • ภาพรวมปราสาทบาญอิต - Bahn It
    ปราสาทบาญอิต หรือปราสาทเงินสร้างบนเนินเขาบนชายฝั่งด้านทิศใต้ของแม่น้ำกอน ในจังหวัดบิญดิ่ญ ชื่อ “บาญอิต” ตั้งโดยคนพื้นถิ่นโดยแปลว่าขนมเค้กที่มีทรงปิรามิดสี่เหลี่ยม ส่วน ชื่อ “ปราสาทเงิน” เป็นชื่อที่ตั้งโดยชาวฝรั่งเศส…
    Written on วันอังคาร, ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๕:๕๖
  • โคปุระในปราสาทบาญอิต - Bahn It
    โคปุระตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของศาสนสถานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าปราสาทประธาน ผนังประดับเสาห้าต้น แต่ละต้นเซาะร่องไม่ถึงหัวเสา และซุ้มมีรูปทรงคล้ายใบหอกเรียบแสดงถึงลักษณะศิลปะบิญดิ่ญ ทั้งนี้โคปุระ คือ อาคารประเภทหนึ่งที่สร้างไว้เพื่อเป็นประตูทางเข้าออกศาสนสถาน ในศิลปะจามนิยมสร้างไว้เพียงทางด้านหน้าของศาสนสถานซึ่งก็คือทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งต่างจากศิลปะเขมรที่บางครั้งอาจสร้างโคปุระไว้ทั้งสี่ด้านของศาสนสถาน
    Written on วันอังคาร, ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๖:๐๐
  • ปราสาทประธานในปราสาทบาญอิต - Bahn It
    ปราสาทประธานสร้างในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยมีมุขทางที่ด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว อีกสามด้านเป็นประตูหลอก แต่เดิมเคยประดิษฐานประติมากรรมพระศิวะซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 รูปแบบปราสาท อาทิ เสาประดับผนังห้าเสาที่มีการเซาะร่องตรงกลางแต่ไม่ทะลุบัวหัวเสา…
    Written on วันอังคาร, ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๖:๐๗

คำค้น ศิลปะจามและเวียด

Bahn It Da Nang Ha Noi Hanoi Ho Chi Minh Hue Imperial City Khanh Hoa Museum of History Ngoc Son Ninh Thuan Po Nagar Po Rome Quang Nam The Museum of Cham Sculpture Vietnam History Museum ขวงนัม ขาญหัว ครุฑ ฐาน ดานัง ตราเกียว นิญถวน บิญดิ่ญ ปราสาทดงเดือง ปราสาทบริวาร ปราสาทประธาน ปราสาทมิเซิน ปราสาทโพนคร ปราสาทโพโรเม่ พระราชวังเมืองเว้ พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามประจำเมืองดานัง พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประจำเมืองโฮจิมินห์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เวียดนามประจำเมืองฮานอย พุทธศาสนา ลัทธิเต้า วัดดอกบัว วัดวิหารเสาเดียว วัดหง็อกเซิน วัดเนินหยก วันเหมียว วิหารวรรณกรรม ศิลปะจาม ศิลปะดงเดือง ศิลปะบิญดิ่ญ ศิลปะมิเซิน A1 ศิลปะมิเซินE1 ศิลปะราชวงศ์ลี้ ศิลปะราชวงศ์เลระยะหลัง ศิลปะราชวงศ์เหงียน ศิลปะสมัยหลัง ศิลปะเวียด ศิวนาฏราช สิงห์ สุสาน หน้าบัน ฮานอย ฮินดู เว้ โฮจิมินห์

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

16448339
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
3674
212423
3674
16232077
216097
0
16448339
Server Time: 19-09-2021 18:00:27