Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1849 โดยบาทหลวงฟาร์ฟ (Farve) แห่งคณะทูตฝรั่งเศส เพื่อเป็นเกียรติแด่ St. Francis Xavier หนึ่งในคณะผู้เผยแพร่คริสต์ศาสนา นิกาย Catholic กลุ่มแรกในเอเชียตะวันออก โบสถ์แห่งนี้นับเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวนโบสถ์ที่สร้างโดย MEP (Paris Foreign Missionary) ในคาบสมุทรมลายู แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1856 โบสถ์แห่งนี้มีรูปแบบศิลปะแบบ Neo - Gothic โดยจำลองรูปแบบมาจาก Cathedral of St. Peter ที่ Montepellier ทางใต้ของประเทศฝรั่งเศส ด้านหน้ามีหอคอยคู่ที่ชาวมะละกามักเรียกว่า Twin Tower ยอดของหอคอยแต่งด้วยยอดแหลมที่สี่มุมของหลังคา อาคารที่เชื่อมระหว่างหอคอยมียอดเป็นสามเหลี่ยม ตรงกลางตกแต่งด้วยหน้าต่างทรงกลมแต่งกระจกสี (Strain glass) เรียกว่า Rose Window ด้านล่างมีซุ้มทางเข้า 3 ช่องเป็นทรงโค้งแหลมแบบ Gothic ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งแหลม เดิมมีการประดับผนังด้วยกระจกสี (Strain glass) 4 ภาพ แต่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเสียหายไปหนึ่งภาพ ภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ คือภาพการเทศนาสั่งสอนของ St. Francis Xavier ภาพการเผยแพร่ศาสนาของ St. Francis Xavier และภาพพระศพของ St. Francis Xavier ขณะมาถึงมะละกา ภายหลังการมรณภาพที่ประเทศจีน ที่ใต้แท่นบูชาหินอ่อนยังมีภาพ mosaic ของ St. Francis Xavier ขณะเทศนาสั่งสอนสาธุชน

Published in มะละกา

โบสถ์คริสต์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1741 โดยชาวฮอลันดา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระการปกครองมะละกาครบ 1 ศตวรรษ โบสถ์ใช้เวลาสร้างเป็นเวลา 12 ปีจึงแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1753 โบสถ์แห่งนี้เดิมเป็นโบสถ์ในนิกาย Protestant ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองมะละกาจึงถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์ในนิกาย Anglican เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1838 โดยอุทิศให้ Bishop Daniel Wilson แห่ง Calcutta ตัวโบสถ์มีสีแดงแบบสีหมากสุก สร้างขึ้นในรูปแบบ Dutch Colonial ซึ่งนิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนฐานเป็นศิลาแลงที่หาได้ในท้องถิ่น พื้นเป็นหินแกรนิตจากจีน ส่วนผนังก่อด้วยอิฐที่บรรทุกเรือมาจากเมือง Zeeland ประเทศ Netherlands ฉาบด้วยปูนจีน เสาโบสถ์สร้างจากไม้ยาว 15 เมตร นำมาจากเกาะบอร์เนียว คานของหลังคายังเป็นไม้ท่อนเดียว ส่วนหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้อง Dutch ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในขณะนั้น ส่วนหน้าบันเป็นทรงโค้งครึ่งวงกลม เหนือหน้าบันมีหอระฆังขนาดเล็กภายในมีระฆังจารึกตัวเลขปีที่สร้างระฆังคือ ค.ศ.1698 ซึ่งเป็นปีก่อนการสร้างโบสถ์แห่งนี้ หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นรูปกางเขนทาสีขาว ด้านล่างตัวอักษรสีขาวเขียนว่า Christ Church Melaka 1753 ซึ่งเป็นปีที่สร้างโบสถ์เสร็จ โถงทางเดินด้านหน้ามีซุ้มโค้ง มีเสาประดับผนังเป็นเสาคู่อยู่ระหว่างซุ้ม ประตูทางเข้าโบสถ์ด้านหน้าเป็นซุ้มโค้ง ตัวประตูทำจากไม้ ทั้งซุ้มประตูและประตูที่หนาหนักเป็นรูปแบบที่นิยมของชาว Dutch ขณะนั้น นอกจากนี้ช่องแสงรูปพัดเหนือประตูยังได้ส่งอิทธิพลให้รูปแบบประตูบ้านและร้านค้าในมะละกาต่อมา ภายในโบสถ์มีม้านั่งยาวที่ใช้นั่งทำพิธีซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคแรกของโบสถ์ ใต้ดินของโบสถ์เป็นที่ฝังศพเดิมของชาว Dutch วัตถุชิ้นสำคัญของโบสถ์แห่งนี้คือ พระคัมภีร์ทองเหลือง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1772 เป็นบันทึกเรื่องราวความเชื่อของมนุษย์ทั้งมวลที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมชื่อภาพ The Last Supper ประดับอยู่ด้านหลังแท่นบูชา

Published in มะละกา

โบสถ์ตั้งอยู่บนเนินเขา St Paul ในอดีตเนินเขาแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของพระราชวังสุลต่าน โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกสหลังจากเข้ายึดครองมะละกา ในปี ค.ศ. 1521 โดยใช้ชื่อโบสถ์ว่า Our Lady of Annunciation ขึ้นอยู่กับคณะบาทหลวงนิกายเยซูอิตจากโปรตุเกส ต่อมาในสมัยที่ฮอลันดาเข้ามายึดครองมะละกาต่อจากโปรตุเกส ได้ดัดแปลงตัวโบสถ์ให้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ ในปี ค.ศ.1849 เมื่ออังกฤษเข้าปกครองมะละกา จึงได้มีการสร้างโบสถ์ St. Francis Xavier หลังใหม่ขึ้นโบสถ์หลังนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับประวัติของ St. Francis Xavier นักบวชชาวสเปนที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกาย Catholic ในเอเชียตะวันออก ตั้งแต่อินเดีย มะละกา ปัตตาเวีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น ท่านได้มรณภาพที่เกาะซานเฉียน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน หลังจากการมรณภาพของท่านได้มีการนำร่างของท่านมาฝังที่โบสถ์แห่งนี้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน ปัจจุบันโบสถ์ St. Paul คงเหลือแต่ซากผนังสี่ด้านที่ก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ผนังก่อและฉาบปูน ปัจจุบันไม่มีหลังคา ภายในโบสถ์มีแผ่นป้ายศิลาปิดหลุมศพ จารึกด้วยภาษาลาตินและโปรตุเกสฝังอยู่ในพื้นและผนังโบสถ์ ด้านในสุดของโบสถ์เป็นหลุมศพเดิมของ St. Francis Xavier มีแผ่นป้ายจารึกว่าเคยเป็นที่ฝังศพชั่วคราวของท่านระหว่างปี ค.ศ. 1506 – 1552 ที่ด้านหน้าของโบสถ์มีหอคอยผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวของ St Francis Xavier

Published in มะละกา
All Saints Church เมืองไตปิง สร้างขึ้นใกล้ปาดังเพื่อเป็นโบสถ์นิกายแองกลิกันประจำเมือง มีลักษณะเป็นโบสถ์ไม้ที่นำเอาองค์ประกอบแบบโกธิคมาใช้ เช่น อาร์คโค้งแหลม โรสวินโดว์ หอระฆัง โดยลดทอนรูปแบบให้เรียบง่ายผสานกับความโปร่งของอาคารเครื่องไม้แบบพื้นเมืองที่สามารถเปิดผนังด้านข้างให้กลายเป็นอาคารโถงรับลมได้ ตอบรับกับภูมิอากาศร้อนชื้นของมาเลเซีย โบสถ์แห่งนี้เป็นที่ฝังศพของนักอาณานิคมชาวอังกฤษผู้บุกเบิกสร้างเมืองไตปิงหลายคน
Published in ไตปิง

โบสถ์เซนต์แอนดรูว์หลังเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ George Drumgoole Coleman โดยสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1835 – 1836โบสถ์เซนต์แอนดรูว์หลังเดิมเป็นโบสถ์แห่งแรกที่ออกแบบตามแบบPalladian ในสิงคโปร์ ส่วนโบสถ์หลังที่สองออกแบบโดย John Turnbull Thomson โดยสร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1842 ประกอบด้วยหอคอยและยอดแหลม แต่ถูกทำลายไป โบสถ์หลังที่สามซึ่งเป็นหลังปัจจุบัน สร้างโดยแรงงานของนักโทษชาวอินเดียเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อาคารออกแบบโดย Ronald MacPherson และได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิหารในปี ค.ศ. 1870 โบสถ์สร้างในรูปแบบ Neo-Gothic โดยได้รับอิทธิพลมาจาก Netley Abbey ซึ่งเป็นโบสถ์ในคริสตศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่ที่ Hampshire ประเทศอังกฤษ เห็นได้จากการใช้เสาประดับผนังภายในโบสถ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยภาพกระจกสี3 จุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Sir Stamford Raffles ,John Crawfurd และนายพลตรี William century

พื้นที่ของโบสถ์นี้เดิมเป็นคอนแวนต์ โดยมีแม่ชี MathildeRaclotก่อร่างพัฒนาพื้นที่จากคอนแวนต์ให้เป็นโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และบ้านลี้ภัยสำหรับผู้หญิง โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1902 – 1904 โดยการสนับสนุนเงินทุนจากชุมชนชาว Catholic ในสิงคโปร์ อาคารออกแบบโดย บาทหลวง Charles Benedict Nain ซึ่งเป็นบาทหลวงจากโบสถ์ St .Peter และ St. Paul โดยสร้างขึ้นรูปแบบศิลปะแบบ Neo-Gothic โดยนับเป็นโบสถ์คริสตร์ที่สร้างขึ้นอย่างประณีตงดงามที่สุดในสิงคโปร์ ผังของโบสถ์มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า ปลายมน ด้านหน้าของโบสถ์มีหอคอยผทรงสี่เหลี่ยมมียอดแหลม สองข้างมีกำแพงค้ำยัน (Flying Buttress) รอบอาคารตกแต่งด้วยซุ้มโค้งแหลม และตกแต่งด้วยเสาจำนวน 648 ต้น หัวเสาตกแต่งตามแบบ Corinthian แต่มีการนำลวดลายดอกไม้เมืองร้อนแลรูปนกมาผสมผสานในลายปูนปั้นด้วย ภายในโบสถ์ยังมีการตกแต่งด้วยกระจกสีวาดโดย Jules Dobbelaereจากเมือง Brugeเบลเยี่ยมโบสถ์แห่งนี้ปัจจุบันถูกปรับพื้นที่ให้เป็นอาคารอเนกประสงค์ ที่สามารถจัดงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในสิงคโปร์ ส่วนบริเวณโดยรอบถูกแปลงเป็นสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ร้านอาหาร และร้านค้า

ภายในโบสถ์เมืองปาวาย เป็นโบสถ์ที่ปรากฏแท่นบูชา (altar) จำนวนสามซุ้มตามความนิยมของโบสถ์เมืองโลวาก-วีกัน ซุ้มกลางประดิษฐานนักบุญออกุสติน ส่วนซุ้มด้านข้างประดิษฐานพระเยซูและครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ โบสถ์มีความยาวมากแต่มีหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงสังกะสี อนาง น่าสังเกตว่าหลงคาแบบง่ายๆเช่นนี้เป็นความนิยมของโบสถ์สกุลช่างเมืองโลวาก-วีกัน

Published in ลาว๊าก

ค้ำยันด้านข้างของโบสถ์เมืองปาวาย (Paoay) ซึ่งถือเป็นตัวอย่างค้ำยันกำแพงที่สร้างขึ้นอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการพังทลายจากแผ่นดินไหว ค้ำยันนี้มีลักษณะเป็นขมวด volute ซึ่งเป็นลักษณะของศิลปะบารอก ถือเป็นค้ำยันที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในศิลปะฟิลิปปินส์ โบสถ์ในสกุลช่างโลวาก-วีกัน มักปรากฏค้ำยันขนาดใหญ่เช่นนี้เสมอ และมีบันได 1 อันแทรกอยู่ระหว่างค้ำยันเพื่อสำหรับขึ้นไปยังหลังคาโบสถ์ ลักษณะเช่นนี้ปรากฏเช่นกันที่โบสถ์ Santa Maria ใกล้เมืองวีกัน แต่แตกต่างไปจากสกุลช่างมะนิลาอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากโบสถ์ในสกุลช่างมะนิลาไม่เน้นการเสริมค้ำยัน

Published in ลาว๊าก

ที่หน้าบัน (tympanum) ของโบสถ์เมืองปาวาย (Paoay) ปรากฏตราอาร์มซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นตราประจำตระกูลของผู้สร้างโบสถ์ ส่วนด้านล่างตราอาร์มนั้นปรากฏซุ้มโค้งประดิษฐานรูปนนักบุญออกุสติน นักบุญผู้อุปถัมภ์โบสถ์ ด้านหนึ่งเป็นรูปหัวใจของพระคริสต์กำลังถูกลูกศรทิ่มแทง อีกด้านหนึ่งเป็นรูปหมวกและไม้เท้าของบิชอบ อันเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญออกุสตินซึ่งเคยเป็นบิชอปของอัลจีเรีย (Algeria)

Published in ลาว๊าก

หอระฆังของโบสถ์เมืองปาวาย (Paoay) อันสืบทอดมาจากศิลปะสเปนและศิลปะมัวร์อีกทีหนึ่ง กล่าวคือเป็นหอระฆังในผังสี่เหลี่ยมซ้อนขึ้นไป 3 ชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยซุ้มอาร์คโค้งในแต่ละด้าน ด้านบนสุดมีหลังคาเป็นโดมกลม ลักษณะของหอระฆังที่นี่ต่อมาจะปูพื้นฐานให้กับหอระฆังทั้งหมดในสกุลช่างเมืองโลวากที่นิยมอยู่ในผังสี่เหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ดังที่ปรากฏกับหอระฆังเมืองโลวากและหอระฆังเมือง Bacarra

Published in ลาว๊าก
plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

หมวดหมู่ศิลปะฟิลิปปินส์

ศิลปะชวาภาคกลาง,จันทิอรชุน,จันทิปุนตเทพ,จันทิศรีกันทิ,จันทิภีมะ,จันทิเมนดุต,จันทิปะวน,บุโรพุทโธ,จันทิกะลาสัน,จันทิส่าหรี,จันทิเพลาสัน,จันทิเซวู,จันทิปรัมบะนัน,ชวาตะวันออก,จันทิเบลาหัน,จันทิกิดาล,จันทิจาโก, จันทิสิงหาส่าหรี,จันทิจาวี,จันทิปะนะตะรัน,จันทิติกุส,จันทิบาจังระตู,บาหลี,ปุระทานาล็อต,ปุระเบซาคิห์,ปุระอุลุนดานู,ปุระเกเห็น,ปุระมาโอสปาหิต,ปุระตะมันอยุน,จันทิสี่หลังที่กุหนุงกาวีร

เลือกสถานที่ศิลปะฟิลิปปินส์

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะฟิลิปปินส์

  • ศิลปะฟิลิปปินส์
    ศิลปะฟิลิปปินส์            รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี สังกัด: ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี…
    Written on วันอังคาร, ๐๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ๑๑:๔๐
  • กำแพงเมืองอินทรามูรอส (Intramuros)
    เมืองอินทรามูรอส เมืองเก่าของมะนิลา ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำปาซิก (Pasig River) ภายในกำแพงเมืองรูปหัวธนูซึ่งเป็นกำแพงเมืองแบบตะวันตกที่ได้รับความนิยมในระยะนั้น กำแพงแต่ละด้านยาว 4 กิโลเมตร เมืองนี้เดิมเป็นที่ตั้งพระราชวังของราชาสุไลมาน…
    Written on วันอาทิตย์, ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๐๘:๕๓
  • ป้อมซานติอาโก (Santiago)
    ป้อมซานติอาโก้ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมืองอินทรามูรอส เดิมเป็นที่ตั้งป้อมของสุลต่านสุไลมาน ต่อมา ใน ค.ศ.1571 ชาวสเปนสถาปนาเมืองมะนาขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ของฟิลิปปินส์ และสร้างป้อมซานติอาโกขึ้น ป้อมนี้เดิมมีกำแพงสร้างขึ้นด้วยไม้ ต่อมาถูกทำลายด้วยโจรสลัดจีน จึงมีการสร้างขึ้นใหม่โดยใช้หิน…
    Written on วันอาทิตย์, ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๐๙:๐๖
  • เซนต์เจมส์ (St. James) ปราบแขกมัวร์ ประตูซานติอาโก
    เซนต์เจมส์ หนึ่งในอัครสาวกของพระเยซูและนักบุญผู้อุปถัมภ์ประเทศสเปน เนื่องจากฟิลิปปินส์เคยตกเป็นเมืองขึ้นสเปนจึงมีการใช้ภาพนักบุญองค์นี้ประดับประตูของป้อมซานติอาโก้ด้วย อนึ่ง เนื่องด้วยสเปนเคยตกอยู่ภายใต้แขกมัวรู้นับถือศาสนาอิสลามแต่ต่อมาชาวคริสต์สามารถปราบปรามแขกมัวร์ลงได้ ด้วยเหตุนี้ เซนต์เจมส์จึงมักแสดงภาพเป็นนักบุญขี่ม้าเหยียบย่ำอยู่บนแขกมัวร์ ภาพสลักนี้เป็นสิ่งที่ทำขึ้นใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
    Written on วันอาทิตย์, ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๐๙:๐๘
  • อาสนวิหารแห่งเมืองมะนิลา (Manila Cathedral)
    อาสนวิหารแห่งมะนิลา สร้างขึ้นมาแล้วตั้งแต่ ค.ศ.1571 เนื่องด้วยภัยแผ่นดินไหว พายุและสงครามทำให้โบสถ์แห่งนี้ถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้ง ครั้งหลังสุดสร้างขึ้นใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบปัจจุบันของอาสนวิหารแห่งมะนิลา มีแผนผังเป็นรูปกากบาทแบบละติน (Latin Cross)…
    Written on วันอาทิตย์, ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ๐๙:๑๑

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

15377313
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
78419
0
78419
15298729
78419
82106
15377313
Server Time: 28-11-2020 02:42:15