Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ปยะตองสู แปลว่า วัดที่มีเจดีย์สามองค์ ไม่ปรากฏประวัติผู้สร้าง ปยะตองสูเป็นเจติยวิหารสามหลังตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เจติยวิหารทั้งสามหลังนี้มีชนวนเชื่อมต่อกันจึงสามารถเดินถึงกันได้ทั้งสามหลัง ถัดขึ้นไปเป็นหลังคาลาดและต่อด้วยยอดทรงศิขระ ภายในห้อง เจติยวิหารอตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นพระประธาน และที่สำคัญภายในห้อง(ครรภคฤหะ) ของเจดีย์องค์ทิศตะวันออก และองค์กลางมีจิตรกรรมฝาผนัง ส่วนองค์ทิศตะวันตกไม่มีการเขียนภาพ จึงสันนิษฐานว่าการเขียนยังไม่แล้วเสร็จ ภาพจิตรกรรมที่เขียน เช่น อดีตพุทธเจ้า 28 พระองค์ ประทับนั่งเบื้องหลังเป็นต้นโพธิ์ ภาพพุทธประวัติ อาทิ ตอนประสูติ ตอนแสดงปฐทเทศนา พญาวานร ถวายบาตร ตอนทรมานช้างนาฬาคีรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเขียนภาพพระโพธิสัตว์และวิทยาธรบนสรวงสวรรค์ และรูปบุคคลในอิรอยาบถต่างๆ เช่น รูปกอดกันของหญิงชาย จึงสันนิษฐานว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มหายาน ลัทธิตันตระก็เป็นได้ สำหรับสีที่ใช้ในงานจิตรกรรม เช่น เหลือ ดำ ขาว น้ำตาลหรือแดงคล้ำ แต่ก็เริ่มมีการนำสีสด (เขียว แดง) เข้ามาใช้แล้ว จากรูปแบบดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่าวิหารปยะตองสูน่าจะมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 19

พระเจ้าติโลมินโล หรือพระเจ้านันตวงมยา เป็นผู้สร้างวิหารติโลมินโล ซึ่งแปลว่า เฉวตฉัตรโน้มลง ตามตำนานกล่าวถึงการเสี่ยงทายเศวตฉัตร ณ แห่งนี้ เมื่อพระเจ้าติโลมินโลขึ้นครองราชย์จึงโปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ ติโลมินโลเป็นเจดีย์วิหาร หรือเจติยวิหาร 2 ชั้น แผนผังชั้นล่างมีลักษณะคล้ายแผนผังอาคารที่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ครรภคฤหะ-มณฑป) ส่วนกึ่งกลางแต่ละด้านปรากฏมุขสั้นๆ เรือนธาตุชั้นล่างเป็นแกนกลางทึบ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการรองรับน้ำหนักเรือนธาตุชั้นบน ส่วนรอบแกนกลางเป็นทางเดินประทักษิณ บริเวณกึ่งกลางด้านแต่ละด้านประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ อาจหมายถึง พระอดีตพุทธ อีกทั้งเรือนธาตุชั้นล่างยังมีการเจาะช่องประตูเป็นจำนวนมาก อาจเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้กับทางประทักษิณ ส่วนเรือนธาตุชั้นบนเป็นผังแบบครรภคฤหะ-มณฑป มีพระพุทธรูปประดิษฐานทั้ง 4 ทิศเช่นเดียวกับชั้นล่าง ถัดขึ้นเป็นเจดีย์ยอดทรงศิขระ ซึ่งยอดของเดิมได้ หักหายไป แต่ปัจจุบันได้รับการต่อเติมให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังปรากฏลวดลายปูนปั้นประดับเรือนธาตุ เช่น ลายเฟื่องอุบะ ลายกาบบน- กาบล่าง เป็นต้น วิหารติโลมินโลเป็นวิวัฒนาการของเจติยวิหารรุ่นหลังของศิลปะพุกาม คือ มีการทำเป็นเรือนธาตุซ้อนกัน 2 ชั้น อาจกำหนดอายุได้ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18

วิหารโลกะเตคปาน มีความหมายว่า ตกแต่งไว้งามที่สุดในสามโลก จากหลักฐานตัวหนังสือที่เขียนกำกับชาดกทำให้สันนิษฐานได้ว่าวิหารแห่งนี้น่าจะสร้างในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งตรงกับสมัย พระเจ้าอลองคสินธู วิหารโลกะเตคปานเป็นเจติยวิหารขนาดเล็ก ด้านบนอาคารทำเป็นยอดทรงศิขระ และที่สำคัญคือภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะเป็นช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อที่เริ่มปรับเปลี่ยนจากศิลปะพุกามยุคแรกที่มีอิทธิพลอินเดียอย่างชัดเจนมาเป็นแบบท้องถิ่นมากขึ้น ภาพจิตกรรมที่เขียนมีหลายเรื่อง เช่น พุทธประวัติแปดตอน (อัษฏมหาปาฏิหาริย์) พุทธประวัติตอนเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับนั่งในปราสาทไพชยนตร์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ช่างได้วาดเขาสัตบริภัณฑ์ล้อมรอบ 7 ชั้น มีพระอาทิตย์และพระจันทร์ ภาพพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง 28 องค์ เช่น ภาพอดีต พุทธเจ้าทีปังกรตอนกำลังก้าวพระบาทเหยียบหลังสุเมธดาบส รูปพระพุทธบาทคู่ และรูปชาดก 550 ชาติ ทั้งนี้มีจารึกภาษาบาลีเขียนกำกับไว้ เป็นต้น

เขามัณฑะเลย์มีตำนานกล่าวย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ ณ ที่แห่งนี้ มีนางยักษ์ ชื่อ สันต๊ะมุก มาเฝ้าและได้ตัดหน้าอกข้างหนึ่งถวาย พระพุทธเจ้าทรงรับไว้ และตรัสว่าภูเขาลูกนี้มีความเป็นมงคล ต่อไปเมื่อพุทธศาสนามีอายุครบ 2,400 ปีจะมีกษัตริย์ผู้มีบุญมาสร้างราชธานี และต่อมานางยักษ์ได้กลับมาเกิดเป็นพระเจ้ามินดงนั่นเอง เมื่อพระเจ้ามินดงเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2396 ทรงสุบินว่าได้ทรงช้างเผือกมาถึงบริเวณเชิงเข้ามัณฑะเลย์ มีสตรีชื่อ มอ และบา จูงมือขึ้นไปบนยอดเขาไปเจอบุรุษชื่อง๊ะสินได้นำหญ้าหอมมาถวาย และกล่าวว่านำไปเลี้ยงม้าเลี้ยงช้างดี บ้านเมืองจะรุ่งเรือง ประกอบกับพระนามเดิมพระมเหสีของพระเจ้ามินดงรวมกันได้ตรงกับคำว่า มอ และบา ซึ่งตรงตามพระสุบินแลพุทธพยากรณ์ จึงทรงเกณฑ์ผู้คนให้สร้างเมืองที่เชิงเขามัณฑเลย์เป็นราชธานีแห่งใหม่ สิ่งก่อสร้างสำคัญของวัด คือ เจดีย์ประธานมีบันไดทางขึ้นลงทั้ง 4 ทิศ เจดีย์องค์ปัจจุบันเป็นเจติยวิหารแบบพม่าที่บูรณะขึ้นใหม่ ประดับกระจกสี มีพระพุทธรูปประดิษฐานทั้ง 4 ทิศ และสิงห์คู่ตั้งอยู่เชิงทางเดินขึ้นเขามัณฑะเลย์

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากยันสิทถา มีอายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 17 ตามตำนานกล่าวว่าพระเจ้าเจ้ากยันสิทถา ทรงสร้างเจดีย์หลังนี้ในบริเวณที่พระมเหสีของพระองค์ คือ นางอเพยทนะมารออยู่เมื่อพระองค์กำลังหลบซ่อนอยู่ที่เจดีย์นาคยน เจดีย์อเพยทนะมีลักษณะเป็นเจติยวิหารยอดเจดีย์แบบ ปาละ ซึ่งปรากฏความนิยมในสมัยพุกาม ตอนต้นเท่านั้น เจดีย์อเพยทนะ ก่อด้วยอิฐ มีลักษณะผังเป็นแบบอาคารที่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ครรภคฤหะมณฑป) ภายในมีทางเดินประทักษิณรอบห้อง ครรภคฤหะ และตรงกลางด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ประทับนั่งปางมารวิชัย ที่สำคัญภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยพุกาม ตอนต้น คือ มีการใช้สีโทนเดียวประกอบด้วยสีเหลือง เทา น้ำตาลและขาวเป็นหลัก ภาพส่วนใหญ่วาดเป็นภาพชาดก มีจารึกมอญกำกับ ภาพอดีตพุทธเจ้า และภาพ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ที่บริเวณผนังทางเดินด้านช่องหน้าต่าง และยังพบภาพเทพเจ้าในศาสนาพรหมณ์ มีพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะอยู่ในลายพรรณพฤกษารูปวงกลมอีกด้วย ส่วนด้านนอกมีการทำช่องหน้าต่างด้านละ 3 บาน ลักษณะเป็นซุ้มเคล็ก หน้าต่างในสมัยนี้ใช้แผงปิดหน้าต่างจึงทำให้แสดงสว่างเข้าไปได้น้อย ถัดขึ้นไปเป็นหลังคาลาด 3 ชั้น ที่มุมหลังคาทุกชั้นมีการประดับสถูปิกะ ส่วนด้านบนเป็นยอดเจดีย์ที่มีอิทธิพลศิลปะ

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากยันสิทถา มีอายุราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 17 ตามตำนานกล่าวว่าพระเจ้ากยันสิทถาเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายได้ทรงหลบหนีราชภัยจากพระเจ้าสอลูมาหลบซ่อนอยู่ที่บริเวณนี้โดยมีพญานาคคอยปกป้องคุ้มภัย เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์จึงโปรดให้สร้างสถานที่แห่งนี้ เจดีย์นาคยนเป็นเจติยวิหารในศิลปะพุกาม ตอนต้น ก่อด้ยอิฐ มีลักษณะผังเป็นแบบอาคารที่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ครรภคฤหะมณฑป) ภายในมีทางเดินประทักษิณรอบห้องครรภคฤหะ และตรงกลางด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกประทับยืน นอกจากนี้ ยังมีการพบเครื่องไม้เดิมสมัยพุกาม ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วาดโดยใช้สีโทนเดียวเป็นหลัก ภาพที่เขียน เช่น ภาพอดีตพุทธเจ้า พุทธประวัติบางตอน และชาดกเรื่องต่างๆ และยังพบซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปเรียงรายรอบห้องพระประธานมีทั้งหมด 28 ซุ้ม ซึ่งน่าจะหมายถึงคติพระอดีตพุทธ ส่วนด้านนอกมีการทำหน้าต่างด้านละ 5 บาน ลักษณะเป็นซุ้มเคล็ก หน้าต่างในสมัยนี้ใช้แผงปิดหน้าต่างจึงทำให้แสดงสว่างเข้าไปได้น้อย ถัดขึ้นไปเป็นหลังคาลาด 3 ชั้น ที่มุมทั้ง 4 มีการประดับสถูปิกะ ด้านบนเป็นเจดีย์ยอดศิขระ บริเวณเก็จกลางมีการทำซุ้ม แต่เก็จขนาบเก็จประธานและเก็จมุมใช้ลวดบัวแบ่งชั้น มิได้มีการทำซุ้มกูฑุเหมือนในศิลปะอินเดียแล้ว สันนิษฐานว่าน่าจะกลายมาจากศิขระรุ่นแรกที่พบในศิลปะพุกาม

เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอนิรุทธิ์ กำหนดอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นตำหนักจองจำพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์เมืองสะเทิม พระองค์ทรงเป็นเชลยของพระเจ้าอนิรุทธิ์ ทรงถูกนำตัวมาคุมขังไว้ แต่บางตำนานกล่าวว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นบนสถานที่ที่เคยเป็นพระราชวังที่ประทับของพระเจ้ามนูหะมาก่อน เจดีย์นันปยะเป็นเจติยวิหารในศิลปะพุกาม ตอนต้น ก่อด้วยอิฐ มีลักษณะผังคล้ายกับอาคารที่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ครรภคฤหะมณฑป) แต่แผนผังของเจดีย์นันปยะ มีการใช้เสา 4 ต้น แทนผนังครรภคฤหะ ซึ่งเสาทั้ง 4 ต้นนี้รองรับน้ำหนักวงโค้ง (อาร์ค) 4 วงที่รองรับศิขระด้านบนอีกทีหนึ่ง ผนังของเรือนธาตุใช้หน้าต่างแบบประดับผนัง และใช้แผงปิดหน้าต่างทำให้แสดงสว่างเข้าไปได้น้อย ส่งผลให้ภายในค่อนข้างมืด ที่ซุ้มหน้าต่างทำเป็นซุ้มเคล็ก บริเวณหน้าบันมีการสลักลายหม้อน้ำ และยอดซุ้มเป็นรูปพระลักษมี ภายนอกมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายต่างๆ เช่น ลายเฟื่องอุบะ รูปแนวหงส์ เป็นต้น ภายในวิหารมีภาพสลักรูปบุคคลที่มีสี่พักตร์ พระหัตถ์ทั้งสองทรงดอกบัว และพรรณพฤกษา นอกจากนี้ที่เสายังมีการสลักรูปพระศรีอารยเมตไตรย ถัดมาส่วนบนเป็นชั้นหลังคาคลุม และเจดีย์ยอดทรงศิขระที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับศิลปะอินเดียและอาจเป็นรูปแบบศิขระที่เก่าสุดก็เป็นได้ ในปัจจุบันยอดศิขระได้รับการบูรณะใหม่แล้ว แต่ยังคงเหลือส่วนเดิมอยู่ทางทิศเหนือ ที่ศิขระทุกเก็จมีการประดับซุ้ม ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเลียนแบบซุ้มกูฑุในศิลปะอินเดีย

ตามตำนานกล่าวถึง พระธิดาสองพระองค์ของกษัตริย์จะสร้างเจดีย์ แต่เนื่องจากมีความชอบในรูปแบบเจดีย์ไม่เหมือนกัน เสียนเยียตอมาผู้พี่จึงเลือกเจดีย์แบบก่อตัน เสียนเยียตยีมาผู้น้องจึงเลือกสร้าง เจติยวิหาร เจดีย์ทั้งสององค์นี้จึงตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน เจดีย์เสียนเยทยีมาเป็นเจติยวิหาร ก่อด้วยอิฐ ลักษณะแผนผังเป็นแบบผสมระหว่างแผนผังแบบอาคารที่มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า (ครรภคฤหะมณฑป)กับแผนผังแบบแกนกลาง ภายในมีทางเดินประทักษิณโดยรอบ และมีพระพุทธรูปนั่งพิงแกนกลางอยู่ 2 ทิศ นอกจากนี้เคยมีหลักฐานว่าพบภาพจิตรกรรมที่มุขด้านทิศตะวันออก และมีจารึกภาษาพม่ากำกับอยู่ ถัดขึ้นไปเป็นหลังคาลาด 3 ชั้นที่มุมหลังคาแต่ละชั้นประดับสถูปิกะ และตรงกลางของชั้นหลังคาทั้งสี่ด้านมีซุ้มประตูจำลองประดับเรียงซ้อนกันอยู่ตามจำนวนชั้นของหลังคา ด้านบนเป็นเจดีย์ทรงศิขระต่อด้วยเจดีย์ ทรงระฆังขนาดเล็ก ปล้องไฉน และปลี สันนิษฐานว่าอาจมีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17

เจดีย์เลเยทนาเป็นเจติยวิหารห้าเหลี่ยมใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป 5 พระองค์ ซึ่งน่าจะเชื่อมโยงกับความหมายทางประติมานวิทยาได้กับพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ในภัทรกัป แผนผังของเจดีย์ห้าเหลี่ยมมักเป็นแผนผังแบบแกนกลางเสมอ โดยที่แกนกลางรับน้ำหนักของยอดเจดีย์ด้านบน รอบแกนกลางปรากฏพระพุทธรูปห้าองค์และทางประทักษิณภายใน สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 19

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะพม่า

  • เจดีย์ชเวซิกอง
    ชเวซิกอง แปลว่า ทองที่มัดไว้ พงศาวดารฉบับหอแก้วระบุว่า พระเจ้าอนิรุทธิ์โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1603 ซึ่งในสมัยของพระองค์เสร็จเฉพาะส่วนฐาน ส่วนองค์ระฆังและยอดมาแล้วเสร็จในรัชกาล พระเจ้าจันสิตถา…
    Written on วันเสาร์, ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๗:๑๖
  • วิหารติโลมินโล
    พระเจ้าติโลมินโล หรือพระเจ้านันตวงมยา เป็นผู้สร้างวิหารติโลมินโล ซึ่งแปลว่า เฉวตฉัตรโน้มลง ตามตำนานกล่าวถึงการเสี่ยงทายเศวตฉัตร ณ แห่งนี้ เมื่อพระเจ้าติโลมินโลขึ้นครองราชย์จึงโปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ ติโลมินโลเป็นเจดีย์วิหาร…
    Written on วันเสาร์, ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๘:๓๐
  • วิหารธรรมยางยี
    ธรรมยางยี แปลว่า ธรรมอันยิ่งใหญ่ วิหารหลังนี้สร้างโดยพระเจ้านรถู กษัตริย์พุกามครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1710-1713 ตามประวัติกล่าวว่าเป็นกษัตริย์ที่ใจคอโหดเหี้ยมก่อนขึ้นครองราชย์ได้ทำปิตุฆาตพระบิดา คือ พระเจ้าอลองสินธูขณะทรงประชวรอยู่…
    Written on วันเสาร์, ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๘:๓๑
  • วิหารปะโตตาเมียะ
    วิหารปะโตตาเมียะ แปลว่า วิหารที่งอกงาม หมายถึง วิหารที่เป็นจุดศูนย์กลางให้พุทธศาสนา งอกงาม เผยแพร่ออกไปกว้างไกล มีตำนานกล่าวถึงพระเจ้าสอระหันเป็นผู้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้า…
    Written on วันเสาร์, ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๘:๔๐
  • วัดพระนอนชเวทัลเยือง (ชเวตาเรือง หรือฉินบินสะออง)
    สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าคำว่า “สะยอง” น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ไสยาสน์ ตามตำนานกล่าวว่ากษัตริย์มอญพระนามว่าพระเจ้าทีปอ ซึ่งทรงกลับใจมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นผู้สร้าง พระนอนองค์นี้ค้นพบในช่วงอังกฤษปกครองพม่า มีลักษณะก่ออิฐ ไม่ถือปูน สันนิษฐานว่าน่าจะยังสร้างไม่เสร็จ…
    Written on วันเสาร์, ๑๔ กันยายน ๒๕๕๖ ๑๘:๒๐

คำค้น ศิลปะพม่า

ครรภคฤหะ ครรภคฤหะ มณฑป จตุรมุข ชาดก ญวนแตง ดุยิน ทศชาติ นัต ปยาธาตุ ผังกากบาท พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระลักษมี พระเกศาธาตุ พระเจ้ากยันสิทถา พระเจ้าจักกายแมง พระเจ้าติโลมินโล พระเจ้าปดุง พระเจ้ามินดง พระเจ้าอนิรุทธิ์ พระเจ้าอลองคสินธู พระไตรปิฏก พุทธชาดก พุทธประวัติ มณฑป ยอดทรงศิขระ ยอดศิขระ ระฆังสำริด ลวดบัวแบบพม่า ลวดลายปูนปั้นพม่า ศิลปะปยู ศิลปะพม่า ศิลปะพม่ามอญ ศิลปะพุกาม ศิลปะพุกามตอนต้น ศิลปะพุกามตอนปลาย ศิลปะมอญ ศิลปะมัณฑะเลย์ ศิลปะมัณฑเลย์ ศิลปะราชวงศ์คองบอง ศิลปะราชวงศ์คองปอง สถูปิกะ สำเภา สีหาสนบัลลังก์ องค์ระฆังโอคว่ำ อดีตพุทธ อดีตพุทธเจ้า อัษฏามหาปาฏิหาริย์ อาคารไม้สัก อิทธิพลศิลปะปาละ อิทธิพลศิลปะลังกา อิทธิพลศิลปะอมราวดี อิทธิพลศิลปะอยุธยา ฮินดู เขาพระสุเมธ เจดีย์จุฬามณี เจดีย์พม่าแท้ เจติยวิหาร เทพทันใจ เลียนแบบเครื่องไม้ โปรดพุทธมารดา

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

14902893
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
581113
0
581113
14321615
581113
827440
14902893
Server Time: 24-02-2020 11:38:34