Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ประตูซานดิเอโก ส่วนที่เหลืออยู่ของป้อมปืนไฟลาฟาโมซา เป็นหลักฐานของการเข้าครอบครองมะละกาโดยโปรตุเกส ตัวป้อมสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1511 ที่บริเวณเชิงเขา St. Paul ใกล้กับปากแม่น้ำมะละกาซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยตั้งชื่อว่า A Famosa เมื่อแรกสร้างประกอบด้วยหอคอยสูง 36 เมตร มีกำแพงหนาและป้อมจำนวน 9 แห่งเป็นระยะล้อมรอบเมือง โดยเน้นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เดิมภายในกำแพงมีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ประกอบด้วยศาสนสถาน 5 แห่ง โรงพยาบาล 2 แห่ง และพระราชวังของสุลต่านมะละกา 2 แห่ง ในช่วงนี้ยังมีการจัดระบบผังเมืองมะละกาขึ้นใหม่ มีการวางผังถนน และจัดกลุ่มที่พักอาศัยในพื้นที่ที่กำหนด ในปี ค.ศ. 1670 ป้อมถูกดัดแปลงโดยชาว Dutch โดยปรับทางเดินด้านในเป็นรูปตัว S เพื่อป้องกันปืนไฟที่ยิงเข้ามา ในปี ค.ศ. 1807 เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองมะละกา ป้อมและประตูเกือบทั้งหมดถูกทุบทำลาย เหลือเพียงประตูและปืนใหญ่ที่ตั้งด้านหน้า ประตูซานดิเอโกมีความสูงประมาณ 20 ฟุต หนา 8 ฟุต สร้างด้วยศิลาแลงและดินเหนียวสีแดงที่มีในท้องถิ่นมะละกา ก่อและฉาบปูน ด้านบนประตูมีลายปูนปั้นเป็นรูปเครื่องหมายการค้าของบริษัทสหอินเดียตะวันออกของฮอลันดา

Published in มะละกา

ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911 ในยุคที่อังกฤษปกครองเพื่อใช้เป็น “มะละกาคลับ” เป็นแหล่งพบปะของชนชั้นสูงในมะละกา ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชเป็นอาคารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองของมะละกา เพราะได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานที่ประกาศเอกราชของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 และกลายเป็นตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชของประเทศในอีก 28 ปีต่อมา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติการประกาศเอกราชตั้งแต่ยุคสุลต่านจนถึงการกำเนิดประเทศมาเลเซีย อาคารแห่งนี้เป็นการผสมผสานรูปแบบศิลปะต่างๆ เช่น รูปแบบอาคารบังกาโลว์ตามศิลปะท้องถิ่น มียอดโดมตามศิลปะแบบอิสลาม มีการตกแต่งเสาและประดับปูนปั้นต่างๆ ตามแบบศิลปะยุโรป อาคารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้ามีมุขตรงกลาง ด้านบนเป็นหน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายพฤกษา ล้อมรอบตัวหนังสือ ชั้นบนเป็นระเบียงโค้ง มีราวระเบียงเจาะช่องเป็นวงรี ทั้งชั้นบนและล่างตกแต่งด้วยเสากลมแบบโรมัน และเสาสี่เหลี่ยมเซาะร่อง อาคารทั้งสองข้างมีมุขยื่น ยอดเป็นโดมสีทอง ส่วนหลังคาของอาคารมุงกระเบื้อง ผนังอาคารด้านนอกตกแต่งด้วยการเซาะร่องรอบอาคาร เหนือช่องหน้าต่างชั้นล่างประดับด้วยลายปูนปั้น หน้าต่างทุกบานมีช่องลมเพื่อระบายอากาศ โดยเป็นการปรับเข้ากับอากาศในเขตร้อน

Published in มะละกา

เมื่อชาว Dutch เข้ามาครอบครองมะละกา ได้มีการสร้างอาคารหลากหลายรูปแบบขึ้นในมะละกา ซึ่งต่างจากโปรตุเกสที่เน้นการสร้างป้อม กำแพงเมือง และโบสถ์คริสต์ กลุ่มอาคาร Stadthuys เรียกว่า สแตดฮายส์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1641 เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาลากลาง ใช้เป็นอาคารสำนักงานในการบริหารจัดการบ้านเมือง และยังเป็นบ้านพักของผู้ปกครองชาว Dutch รูปแบบของอาคารคล้ายคลึงกับอาคารแบบ Dutch Colonial ในอัฟริกาใต้ ลักษณะของอาคารแบบ Dutch สังเกตได้จาการประดับตกแต่งหน้าบันเป็นซุ้มโค้งมียอดเป็นหม้อกลมมีปลายยอดแหลม หลังคาเป็นทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้อง ส่วนตัวอาคารมีผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารสูง 2 -3 ชั้นทาสีแดงแบบสีหมากสุก ลักษณะอาคารได้มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสภาพอากาศในท้องถิ่น คือ การทำหลังคาผายกว้างให้เหมาะกับอากาศในเมืองร้อน ด้านในยังมีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกัน ตรงกลางหมู่อาคารมีลานกลางแจ้งใช้เป็นสวน และยังมีโรงครัว กลุ่มอาคารตั้งขนานกับถนนด้านข้างและลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา St. Paul ภายในหมู่อาคารยังมีเครื่องเรือนที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคผู้ปกครองชาว Dutch ปัจจุบันหมู่อาคาร Stadthuys ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ของชาวมะละกา

Published in มะละกา
โรงงานรถยนต์ฟอร์ดหลังเดิม เป็นอาคารที่มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของสิงคโปร์ โดยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามของสิงคโปร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารหลังนี้ใช้เป็นที่ประชุมเพื่อลงนามสัญญาระหว่าง พลโท Arthur Ernest Percival กับนายพล Tomoyuki Yamashita โรงงานฟอร์ดหลังเดิมสร้างโดยบริษัท Ford Motor Works ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1941 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานธุรกิจของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามกองทัพอากาศของสิงคโปร์ได้ใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากบริษัทฟอร์ดเพื่อสร้างเครื่องบินต่อสู้อากาศยาน ต่อมาโรงงานได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเพื่อใช้เป็นกองบัญชาการกลางและย้ายออกไปในเวลาต่อมา หลังจากนั้นโรงงานได้ถูกใช้เป็นที่ประกอบรถบรรทุกและรถต่างๆ เพื่อใช้ในกิจกรรมทหารของญี่ปุ่น หลังสงครามบริษัทฟอร์ดได้กลับมาดำเนินกิจการต่อในปี ค.ศ.1947 และปิดตัวลงในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1980 หลังจากถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่งจึงมีโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารโรงงานหลังนี้ โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 รูปแบบของอาคารเป็นศิลปะแบบ Art Deco ด้านหน้าอาคารหลักมีการตกแต่งด้วยรูปทรงเรขาคณิต มีช่องกระจกยาว 3 ช่อง ด้านบนตรงกลางประดับเสาธง การออกแบบอาคารเน้นความสมดุลย์ (Symmetry) ภายในอาคารมีลักษณะเป็นอาคารโถง เพื่อใช้พื้นที่ประกอบรถยนต์

รถลากในประเทศสิงคโปร์ถูกนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นผ่านทางเซี่ยงไฮ้เมื่อปี ค.ศ.1880 ในยุคนั้นรถลากมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา มีระบบสปริง และล้อขนาดใหญ่ รถลากเป็นพาหนะที่เป็นที่นิยมและราคาถูกที่สุดนั้นยุคนั้น ในปี ค.ศ. 1888 แผนก Jinricksha ได้ทำการจะทะเบียนรถลาก และออกใบอนุญาตซึ่งมีจำนวนถึง 1,000 คัน อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1903 – 1904 ในทำเลที่เหมาะต่อการบริการรถลากให้กับลูกค้าจำนวนมาก ในปี ค.ศ.1919 จำนวนรถลากเพิ่มเป็น 9,000 คัน ชีวิตของคนลากรถในยุคนั้นมีความลำบากเป็นอย่างมาก บางคนต้องเช่ารถเพื่อใช้ให้บริการ ที่พักอาศัยอยู่ตามเรือนแถวใน Chinatown ซึ่งมีการแบ่งเป็นช่องเล็กๆ ให้เช่าอาศัย หลายคนจะสูบฝิ่นเพื่อมีแรงในการลากรถ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รถลากถูกแทนที่ด้วยรถสามล้อ รถราง รถบัสและรถยนต์ อาคารนี้ถูกใช้เป็นศูนย์พยาบาลแม่และเด็ก และมีการบูรณะซ่อมแซมในปี ค.ศ. 1988 อาคารหลังนี้ออกแบบโดยวิศวกรชื่อ Samuel Tomlinson และสถาปนิกชื่อ D.M. Craik อาคารมี 2 ชั้น โดยมีผังรูปสามเหลี่ยมตอบรับกับแนวถนนและสภาพของที่ตั้งที่เป็นมุมถนน ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของอาคารในยุคนั้น ผนังอาคารมีการเปิดให้เห็นแนวอิฐซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาคารในยุคนั้น ที่ด้านหน้าของอาคารมีหอคอยทรงสี่เหลี่ยมส่วนยอดเป็นหลังคาทรงแปดเหลี่ยม ด้านล่างเป็นมุขมีหน้าบันทรงครึ่งวงกลม รองรับด้วยเสาคู่ตามระเบียบไอโอนิค (Ionic) ตรงกลางเป็นซุ้มและระเบียง มีหน้าบันแต่งลายปูนปั้น

อาคารศาลสูงเดิม เป็นอาคารที่เคยทำหน้าที่ศาลสูงของสิงคโปร์ก่อนมีการย้ายไปยังอาคารหลังใหม่ในวันที่  20 มิถุนายน ค.ศ. 2005 อาคารศาลสูงหลังเดิมนี้สร้างขึ้นตามแบบศิลปะคลาสสิค โดยจัดเป็นอาคารหลังสุดท้ายในรูปแบบนี้ที่สร้างขึ้นในเมืองขึ้นของอังกฤษ  เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1937 ได้มีการวางศิลาฤกษ์เพื่อก่อสร้างอาคารศาลสูงหลังเดิม อาคารได้เปิดใช้สอยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ.1939 โดย Sir ShentonThomas และแต่งตั้ง  Sir Percy McElwaine เป็น Chief Justice ในวันเดียวกัน ภายในประกอบด้วยห้องพิจารณาคดีจำนวน 11 ห้อง และมาเพิ่มเติมอีก 12 ห้องในปี ค.ศ.1988 เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ห้องพิจารณาคดีที่เพิ่มมากขึ้น อาคารศาลสูงหลังเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ Frank Dorrington Ward นับเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาที่โดดเด่นที่สุด องค์ประกอบทางศิลปะที่น่าสนใจของอาคารหลังนี้ประกอบด้วย เสาด้านหน้าอาคารตามระเบียบแบบ Corinthian รูปแบบอาคารแบบคลาสสิค และการตกแต่งภายในด้วยจิตกรรมฝาผนังจากฝีมือของจิตกรชาวอิตาเลี่ยน อาคารมี 4 ชั้น ผังอาคารเป็นอาคารสี่หลังล้อมรอบลานกว้างตรงกลาง ที่หน้าบันของอาคารตกแต่งด้วยประติมากรรมที่แสดงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของความยุติธรรม สร้างโดยประติมากรชาวฟลอเรนซ์จากอิตาลี ชื่อ Augusto Martelli ส่วนยอดอาคารมีโดมขนาดใหญ่ ปัจจุบันอาคารศาลสูงหลังเดิมได้มีโครงการจัดสร้างเป็นหอศิลป์แห่งประเทศสิงคโปร์

อาคารแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1849 เพื่อใช้เป็น Raffles Library and Museum ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ H.E. McCallum และพันตรี G.F. McNair โดยสร้างส่วนอาคารด้านหน้า อาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1887 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1887 โดยมีการจัดแสดงของสะสมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ กลุ่มชน และโบราณวัตถุของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติม ในปี ค.ศ.1906, 1916 และ 1926 โดยต่อเติมอาคารด้านหลังให้มีพื้นที่จัดแสดงมากขึ้น ในปี ค.ศ.1969 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ โดยเน้นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสิงคโปร์ เพื่อแสดงวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐในขณะนั้น อาคารนี้เป็นตัวอย่างของอาคารในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 สร้างในรูปแบบศิลปะแบบ British Colonial ที่เน้นความสมดุลย์ (Symmetry) ผังมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 หลังขนานกัน โดยมีอาคารเชื่อมทั้ง 2 หลัง อาคารด้านหน้ามีมุขยื่น ที่กลางอาคารมีหลังคาทรงโดมครึ่งวงกลม ภายใต้โดมเป็นห้องผังทรงกลมล้อกัน ปลายอาคารทั้งสองข้างมีมุขยื่น ด้านบนมีหน้าบันสามเหลี่ยม ประดับลายปูนปั้น ส่วนอาคารด้านหลังมีมุขที่ปลายอาคารทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน โดยมีหน้าบันตามแบบ Palladian

โรงแรมราฟเฟิลเป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบโคโลเนียล โรงแรมนี้ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1887 โดยสองพี่น้องชาวอาร์เมเนี่ยนจากเปอร์เซีย ชื่อ Martin and Tigran Sarkies โรงแรมนี้ตั้งชื่อตาม Stamford Raffles ผู้ก่อร่างสร้างประเทศสิงคโปร์สู่ความรุ่งเรือง ภายในโรงแรมนอกจากมีห้องพักพร้อมบริการที่หรูหราแล้ว ยังมีสวนเขตร้อน พิพิธภัณฑ์ และโรงละครแบบวิคตอเรียน อาคารออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ Regent Alfred John Bidwell อาคารหลักมี 3 ชั้น สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1899 มีรูปแบบศิลปะแบบ French Renaissance ที่เป็นการผสมผสานรูปแบบของ Italian Renaissance กับ Gothic รูปแบบอาคารเน้นความสมดุลย์ (Symmetry) เน้นความโอ่โถงของโถงทางเข้า และนิยมการสร้างลานกลางอาคาร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงแรมถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Syonan Ryokan (Syonan แปลว่า แสงสว่างแห่งภาคใต้/ Ryokan แปลว่า โรงแรมแบบโบราณของญี่ปุ่น) ในช่วงปลายสงครามโรงแรมถูกใช้เป็นที่พักระหว่างทางของนักโทษในสงคราม ปี ค.ศ.1989 ได้มีการปิดซ่อมแซมครั้งใหญ่ และเปิดใช้อีกครั้งในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1991 ปัจจุบันโรงแรมนี้เป็นที่นิยมในนักท่องเที่ยวที่ต้องการบรรยากาศแบบโคโลเนียล

ในยุคโคโลเนียลของสิงคโปร์ อาคาร Empress Place เป็นที่รู้จักในฐานะของอาคารสำนักงานราชการ เดิมก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารศาล แต่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นอาคารสำนักงานราชการซึ่งประกอบด้วย สำนักเลขาธิการ สำนักงานบัญชี สำนักงานทะเบียน สำนักงานที่ดิน สำนักงานแรงงาน และการแพทย์ สำนักงานทรัพย์สินและไปรษณียากร สำนักงานวิศวกรรม สำนักงานสิทธิ และสำนักงานตำรวจเฉพาะกิจ ในปี ค.ศ.1907 ได้มีการตั้งชื่อลานกว้างด้านหน้าให้ชื่อว่า Empress Place เพื่อเป็นเกียรติถวายแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งราชอาณาจักร รูปแบบศิลปะของอาคาร Empress Place เป็นแบบ Neo – Palladian ซึ่งมีหน้าต่างที่มีบานเกล็ดเปิดปิดได้ (Timber louvred) และการใช้กระเบื้องลอนมุงหลังคา ภายในมีเพดานสูงรองรับด้วยเสาแบบ Doric ตกแต่งขอบผนังด้วยปูนปั้น อาคารนี้ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1864 1920 ออกแบบโดยวิศวกรชื่อ J.E.A. McNair และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3 ครั้งในปี ค.ศ.1880, 1904 – 1909 และ 1920 ในปี ค.ศ.1980 ได้มีโครงการปรับปรุงอาคารเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ จึงมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ปัจจุบันเปิดเป็น Asian Civilisations Museum ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย
plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

หมวดหมู่ศิลปะมาเลเซีย

เลือกสถานที่ศิลปะมาเลเซีย

บทความศิลปะมาเลเซีย

  • Masjid Jamek
    Masjid Jamek มัสยิดจาเม็ก เมืองกัวลาลุมปูร์นี้สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว สถาปนิกในระยะนี้มักมีการนำศิลปะอิสลามแบบใหม่เข้าๆมาผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ เช่น ศิลปะโมกุลของอินเดีย และศิลปะมัวร์ของสเปนเป็นต้น มัสยิดแห่งนี้เป็นผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโดมสามโดมเรียงกันตามแบบศิลปะโมกุลองอินเดียรูปแบโดมเองก็มีเค้าโครงแบบโมกุล คือมีคอโดมเป็นทรงกระบอกและมีกลีบดอกไม้คว่ำอยู่ด้านบน (ฆัณฏา)…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๕
  • Padang , Kuala Lumpur
    Padang , Kuala Lumpur ปาดัง หรือ เอลพลานาด คือสนามหลวงซึงมักสร้างขึ้นที่ศูนย์กลางเมืองตามธรรมเนียมของอังกฤษ เพื่อใช้ในการเล่นกีฬา ชุมนุมในงานรัฐพิธีและสวนสนาม ปรากฏหลายเมืองที่สร้างขึ้นภายในอาณานิคมอังกฤษ เช่น เมืองปีนังเมืองอิโปห์ เมืองไตปิง…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๙
  • Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง ถือเป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Styleที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E. Spooner…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๐๙
  • Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง เป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Style ที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E.…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๒
  • Textile Museum Building
    Textile Museum Building A.C.Normanสถาปนิกชาวอังกฤษ สร้างตึกนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2439 เพื่อเป็นสำนักงานการรถไฟสหพันธรัฐมาเลย์ (Federated Malay States Railways) จากนั้น…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๘

เกี่ยวกับผู้เขียน

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

11896994
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
102203
0
102203
11794626
923060
0
11896994
Server Time: 16-06-2019 20:17:32