Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911 ในยุคที่อังกฤษปกครองเพื่อใช้เป็น “มะละกาคลับ” เป็นแหล่งพบปะของชนชั้นสูงในมะละกา ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชเป็นอาคารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองของมะละกา เพราะได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานที่ประกาศเอกราชของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 และกลายเป็นตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชของประเทศในอีก 28 ปีต่อมา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติการประกาศเอกราชตั้งแต่ยุคสุลต่านจนถึงการกำเนิดประเทศมาเลเซีย อาคารแห่งนี้เป็นการผสมผสานรูปแบบศิลปะต่างๆ เช่น รูปแบบอาคารบังกาโลว์ตามศิลปะท้องถิ่น มียอดโดมตามศิลปะแบบอิสลาม มีการตกแต่งเสาและประดับปูนปั้นต่างๆ ตามแบบศิลปะยุโรป อาคารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้ามีมุขตรงกลาง ด้านบนเป็นหน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายพฤกษา ล้อมรอบตัวหนังสือ ชั้นบนเป็นระเบียงโค้ง มีราวระเบียงเจาะช่องเป็นวงรี ทั้งชั้นบนและล่างตกแต่งด้วยเสากลมแบบโรมัน และเสาสี่เหลี่ยมเซาะร่อง อาคารทั้งสองข้างมีมุขยื่น ยอดเป็นโดมสีทอง ส่วนหลังคาของอาคารมุงกระเบื้อง ผนังอาคารด้านนอกตกแต่งด้วยการเซาะร่องรอบอาคาร เหนือช่องหน้าต่างชั้นล่างประดับด้วยลายปูนปั้น หน้าต่างทุกบานมีช่องลมเพื่อระบายอากาศ โดยเป็นการปรับเข้ากับอากาศในเขตร้อน

Published in มะละกา

เมื่อชาว Dutch เข้ามาครอบครองมะละกา ได้มีการสร้างอาคารหลากหลายรูปแบบขึ้นในมะละกา ซึ่งต่างจากโปรตุเกสที่เน้นการสร้างป้อม กำแพงเมือง และโบสถ์คริสต์ กลุ่มอาคาร Stadthuys เรียกว่า สแตดฮายส์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1641 เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาลากลาง ใช้เป็นอาคารสำนักงานในการบริหารจัดการบ้านเมือง และยังเป็นบ้านพักของผู้ปกครองชาว Dutch รูปแบบของอาคารคล้ายคลึงกับอาคารแบบ Dutch Colonial ในอัฟริกาใต้ ลักษณะของอาคารแบบ Dutch สังเกตได้จาการประดับตกแต่งหน้าบันเป็นซุ้มโค้งมียอดเป็นหม้อกลมมีปลายยอดแหลม หลังคาเป็นทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้อง ส่วนตัวอาคารมีผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารสูง 2 -3 ชั้นทาสีแดงแบบสีหมากสุก ลักษณะอาคารได้มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสภาพอากาศในท้องถิ่น คือ การทำหลังคาผายกว้างให้เหมาะกับอากาศในเมืองร้อน ด้านในยังมีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกัน ตรงกลางหมู่อาคารมีลานกลางแจ้งใช้เป็นสวน และยังมีโรงครัว กลุ่มอาคารตั้งขนานกับถนนด้านข้างและลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา St. Paul ภายในหมู่อาคารยังมีเครื่องเรือนที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคผู้ปกครองชาว Dutch ปัจจุบันหมู่อาคาร Stadthuys ถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ของชาวมะละกา

Published in มะละกา
ฐานโยนีซึ่งเคยประดิษฐานศิวลึงค์ ได้ค้นพบเป็นจำนวนมากที่หุบเขาบูจัง แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายในแถบนี้ ซึ่งคงเจริญขึ้นควบคู่กับพุทธศาสนามหายาน ฐานโยนีนี้มีลักษณะพิเศษ เนื่องจากรูที่ปรากฏอาจแสดงถึงการทรงศิวลึงค์ที่มีสี่หน้า หรือจัตุรมุขลึงค์ หรือศิวลึงค์ที่มีลึงค์เล็กๆอีกสี่ด้านยื่นออกมา (ปัญจลึงค์) อนึ่ง จัตุรมุขลึงค์ หรือปัญจมุขลึงค์ ถือเป็นลักษณะพิเศษที่พบที่นี่เพียงแห่งเดียวในเอเชียอาคเนย์
พระคเณศซึ่งค้นพบที่หุบเขาบูจัง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์หุบเขาบูจัง ทางดานรูปแบบแสดงให้เห็นว่าเป็นพระคเณศในศิลปะอินเดียใต้สมัยโจฬะที่ถูกนำเข้ามายังมาเลเซีย อันแสดงขึ้นการเข้มาของคนอินเดียใต้ในแบนี้ด้วย ทางด้านประติมานวิทยา พระเศียรรูปช้างพระอุทรที่มีขนาดใหญ่ห้อยยานจาขนทั้งสองข้างไม่อาจนั่งขัดสมาธิให้เท้าชนกันได้ และการที่มีหนูเป็นพาหนะเป็นลักษณะสำคัญของพระองค์
พิพิธภัณฑ์เปรัก ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในมาเลเซีย สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2429 ตามคำสั่งของ Sir Hugh Low ผู้ว่าการรัฐเปรัก เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นพฤกษศาสตร์และสัตวศาสตร์ โดยผู้ว่าการรัฐได้แต่ ตั้งนักพฤกษศาสตร์เป็นภัณฑารักษ์คนแรก ทางด้านสถาปัตยกรรม พิพิธ๓ณฑ์แห่งนี้ได้นำเอาความสมมาตรตามแบบ Palladium มาใช้ การตกแต่งคล้าย façade มาออกแบบคล้ายแผงด้านหน้าของโบสถ์ที่มีหอคอยขนาบ ซึ่งมีการใช้องค์ประกอบแบบคลาสสิกและแบบบารอคผสมผสานกัน อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบทั้งหมดนี้กลับจัดเป็น “ปีก” ด้านหนึ่งของแผนผังแบบPalladium ซึ่งนิยมความสมมาตรและความมีเหตุผลตามแบบอาคารราชการ
Published in ไตปิง

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1880 โดยนักธุรกิจชื่อ BoeyChuanPoh ระหว่างปี ค.ศ. 1900 – 1911 บ้านหลังนี้เคยเป็นที่พำนักของดร. ซุน ยัด เซ็น ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “บิดาของชาติ” และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน ท่านได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เป็นจำนวน 8 ครั้งโดยได้สร้างฐานบัญชาการสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศสิงคโปร์ขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งในการแสวงหาทุนสนับสนุน และใช้เผยแพร่แนวคิดของท่าน ในการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ได้มีนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วชื่อ TeoEng Hock ซึ่งครอบครองบ้านในขณะนั้น ได้สนับสนุน ดร.ซุน โดยการมอบที่พักแห่งนี้ให้อยู่อาศัยและปฏิบัติการ หลังการปฏิวัติของ ดร.ซุน ท่านไม่มีโอกาสได้กลับมายังบ้านแห่งนี้อีกเลย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกยึดโดยกองทัพญี่ปุ่น และถูกใช้เป็นศูนย์กลางของพรรคก๊ก มิน ตั๋ง สาขาสิงคโปร์ ในปี ค.ศ. 1915 บ้านหลังนี้ถูกครอบครองโดย Singapore Chinese Chamber of Commerce & Industry ซึ่งได้ปรับให้เป็นห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติของ ดร. ซุน ยัด เซ็น รูปแบบของบ้านสร้างเป็นวิลล่าในแบบ Victorian ตัวอาคารเป็นอาคารสองชั้นมีมุขยื่นด้านหน้า ชายคาแต่งด้วยไม้สลักรูปหยดน้ำ ด้านบนเป็นระเบียง มีมุขหน้าแต่งด้วยเสากลมเซาะร่องและแต่งบัวหัวเสาตามแบบคลาสสิก มีราวระเบียงเป็นเหล็กหล่อลายก้านพฤกษา ส่วนด้านล่างใช้เป็นที่จอดรถ ตกแต่งด้วยวงโค้งสลับเสาประดับผนัง และราวระเบียงปูน รูปแบบของอาคารประเภทวิลล่าเช่นนี้พบมากในประเทศสิงคโปร์ มักสร้างโดยผู้มีฐานะชาวจีนซึ่งร่ำรวยจากการค้าขาย รูปแบบอาคารยังสามารถสื่อถึงรสนิยมของผู้คนในยุคนั้นที่ได้อิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ผสมผสานกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาคารให้เข้ากับสภาพอากาศในท้องถิ่น

โรงงานรถยนต์ฟอร์ดหลังเดิม เป็นอาคารที่มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของสิงคโปร์ โดยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามของสิงคโปร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารหลังนี้ใช้เป็นที่ประชุมเพื่อลงนามสัญญาระหว่าง พลโท Arthur Ernest Percival กับนายพล Tomoyuki Yamashita โรงงานฟอร์ดหลังเดิมสร้างโดยบริษัท Ford Motor Works ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1941 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานธุรกิจของบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสงครามกองทัพอากาศของสิงคโปร์ได้ใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากบริษัทฟอร์ดเพื่อสร้างเครื่องบินต่อสู้อากาศยาน ต่อมาโรงงานได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเพื่อใช้เป็นกองบัญชาการกลางและย้ายออกไปในเวลาต่อมา หลังจากนั้นโรงงานได้ถูกใช้เป็นที่ประกอบรถบรรทุกและรถต่างๆ เพื่อใช้ในกิจกรรมทหารของญี่ปุ่น หลังสงครามบริษัทฟอร์ดได้กลับมาดำเนินกิจการต่อในปี ค.ศ.1947 และปิดตัวลงในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1980 หลังจากถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่งจึงมีโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารโรงงานหลังนี้ โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 รูปแบบของอาคารเป็นศิลปะแบบ Art Deco ด้านหน้าอาคารหลักมีการตกแต่งด้วยรูปทรงเรขาคณิต มีช่องกระจกยาว 3 ช่อง ด้านบนตรงกลางประดับเสาธง การออกแบบอาคารเน้นความสมดุลย์ (Symmetry) ภายในอาคารมีลักษณะเป็นอาคารโถง เพื่อใช้พื้นที่ประกอบรถยนต์

อาคารแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1849 เพื่อใช้เป็น Raffles Library and Museum ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ H.E. McCallum และพันตรี G.F. McNair โดยสร้างส่วนอาคารด้านหน้า อาคารพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1887 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1887 โดยมีการจัดแสดงของสะสมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ กลุ่มชน และโบราณวัตถุของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติม ในปี ค.ศ.1906, 1916 และ 1926 โดยต่อเติมอาคารด้านหลังให้มีพื้นที่จัดแสดงมากขึ้น ในปี ค.ศ.1969 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ โดยเน้นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสิงคโปร์ เพื่อแสดงวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐในขณะนั้น อาคารนี้เป็นตัวอย่างของอาคารในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 สร้างในรูปแบบศิลปะแบบ British Colonial ที่เน้นความสมดุลย์ (Symmetry) ผังมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 หลังขนานกัน โดยมีอาคารเชื่อมทั้ง 2 หลัง อาคารด้านหน้ามีมุขยื่น ที่กลางอาคารมีหลังคาทรงโดมครึ่งวงกลม ภายใต้โดมเป็นห้องผังทรงกลมล้อกัน ปลายอาคารทั้งสองข้างมีมุขยื่น ด้านบนมีหน้าบันสามเหลี่ยม ประดับลายปูนปั้น ส่วนอาคารด้านหลังมีมุขที่ปลายอาคารทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน โดยมีหน้าบันตามแบบ Palladian

อาคารพิพิธภัณฑ์เพรานากัน เดิมเป็นอาคารโรงเรียน Tao Nan ซึ่งก่อสร้างในปี ค.ศ.1910 – 1912 โรงเรียนนี้ก่อตั้งโดยสมาคมชาวฮกเกี้ยนในสิงคโปร์ เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาวจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนได้ถูกปิดชั่วคราว และเปิดใช้อีกครั้งในเดือนตุลาคม ค.ศ.1945 เมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นทำให้พื้นที่ใช้สอยในอาคารไม่เพียงพอ สมาคมฯ จึงมีการโยกย้ายโรงเรียนไปยังพื้นที่รอบนอกของสิงคโปร์ รูปแบบศิลปะของอาคารเป็นแบบ Neo – Classic ที่มีกลิ่นอายของรูปแบบ French Renaissance ผสมผสานอยู่ด้วย เช่น ทางเข้าโอ่โถง ภายในมีโถงกลางที่มีช่องแสงจากบนหลังคา การใช้บันไดทั้งสองข้างเพื่อความสมดุลย์ เป็นตัวเชื่อมไปยังชั้น 2 และ 3 ส่วนระเบียงนอกอาคารมีขนาดกว้างใหญ่ ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งและเสาแบบ Corinthian แต่ละชั้นมีเพดานสูง และมีช่องหน้าต่างสูง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทอากาศจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นของสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมเพรานากัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมหลักวัฒนธรรมหนึ่งของชาวสิงคโปร์

ในยุคโคโลเนียลของสิงคโปร์ อาคาร Empress Place เป็นที่รู้จักในฐานะของอาคารสำนักงานราชการ เดิมก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารศาล แต่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นอาคารสำนักงานราชการซึ่งประกอบด้วย สำนักเลขาธิการ สำนักงานบัญชี สำนักงานทะเบียน สำนักงานที่ดิน สำนักงานแรงงาน และการแพทย์ สำนักงานทรัพย์สินและไปรษณียากร สำนักงานวิศวกรรม สำนักงานสิทธิ และสำนักงานตำรวจเฉพาะกิจ ในปี ค.ศ.1907 ได้มีการตั้งชื่อลานกว้างด้านหน้าให้ชื่อว่า Empress Place เพื่อเป็นเกียรติถวายแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งราชอาณาจักร รูปแบบศิลปะของอาคาร Empress Place เป็นแบบ Neo – Palladian ซึ่งมีหน้าต่างที่มีบานเกล็ดเปิดปิดได้ (Timber louvred) และการใช้กระเบื้องลอนมุงหลังคา ภายในมีเพดานสูงรองรับด้วยเสาแบบ Doric ตกแต่งขอบผนังด้วยปูนปั้น อาคารนี้ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1864 1920 ออกแบบโดยวิศวกรชื่อ J.E.A. McNair และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3 ครั้งในปี ค.ศ.1880, 1904 – 1909 และ 1920 ในปี ค.ศ.1980 ได้มีโครงการปรับปรุงอาคารเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ จึงมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ปัจจุบันเปิดเป็น Asian Civilisations Museum ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย
plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

หมวดหมู่ศิลปะมาเลเซีย

เลือกสถานที่ศิลปะมาเลเซีย

บทความศิลปะมาเลเซีย

  • Masjid Jamek
    Masjid Jamek มัสยิดจาเม็ก เมืองกัวลาลุมปูร์นี้สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว สถาปนิกในระยะนี้มักมีการนำศิลปะอิสลามแบบใหม่เข้าๆมาผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ เช่น ศิลปะโมกุลของอินเดีย และศิลปะมัวร์ของสเปนเป็นต้น มัสยิดแห่งนี้เป็นผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโดมสามโดมเรียงกันตามแบบศิลปะโมกุลองอินเดียรูปแบโดมเองก็มีเค้าโครงแบบโมกุล คือมีคอโดมเป็นทรงกระบอกและมีกลีบดอกไม้คว่ำอยู่ด้านบน (ฆัณฏา)…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๕
  • Padang , Kuala Lumpur
    Padang , Kuala Lumpur ปาดัง หรือ เอลพลานาด คือสนามหลวงซึงมักสร้างขึ้นที่ศูนย์กลางเมืองตามธรรมเนียมของอังกฤษ เพื่อใช้ในการเล่นกีฬา ชุมนุมในงานรัฐพิธีและสวนสนาม ปรากฏหลายเมืองที่สร้างขึ้นภายในอาณานิคมอังกฤษ เช่น เมืองปีนังเมืองอิโปห์ เมืองไตปิง…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๙
  • Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง ถือเป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Styleที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E. Spooner…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๐๙
  • Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง เป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Style ที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E.…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๒
  • Textile Museum Building
    Textile Museum Building A.C.Normanสถาปนิกชาวอังกฤษ สร้างตึกนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2439 เพื่อเป็นสำนักงานการรถไฟสหพันธรัฐมาเลย์ (Federated Malay States Railways) จากนั้น…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๘

เกี่ยวกับผู้เขียน

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

12755755
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
71186
0
71186
11794626
960964
0
12755755
Server Time: 22-08-2019 15:12:09