Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

วัดของชาวฮินดูแห่งแรกในมาเลเซีย และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวฮินดูในมะละกา สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1781 ในช่วงที่ฮอลันดาปกครองมะละกา โดย Thaivanayagam Chitty ผู้นำชาว Chitty (ชาวทมิฬจากอินเดียที่มาตั้งรกรากในมะละกาและสิงคโปร์ และมีการผสมผสานวัฒนธรรมจีนและมาเลย์ ผ่านการแต่งงานกับคนท้องถิ่น) วัดของชาว Chitty จะมีรูปแบบเรียบง่าย ไม่เน้นการตกแต่งมากนัก รูปแบบอาคารของวัดนี้ประกอบด้วย ส่วนเหนือประตูทางเข้าตกแต่งด้วยหน้าบันเป็นรูปหอคอยสามชั้น แต่ละชั้นมีซุ้มโค้งประดิษฐานรูปเคารพเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ทั้งสองข้างของหน้าบันเป็นกำแพงเตี้ยประดับรูปโคหมอบเป็นระยะ ภายในอาคารหลักประดิษฐานรูปเคารพเทพเจ้า Vinayagar หรือพระพิฆเนศวร โดยมีการแบ่งพื้นที่ของห้องบูชาเป็นสัดส่วนคือ ด้านในสุดเป็น Garbagraham ซึ่งเป็นห้องประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้า หน้าห้องจะมี Veganam เป็นรูปพาหนะของเทพเจ้าหันหน้าเข้าสู่ห้องหลัก ถัดมาเป็น Palibeedam หรือแท่นสำหรับถวายอาหารประทีป และดอกไม้ เป็นที่สวดขอพรจากเทพเจ้า ที่ปลายสุดเป็น Kodisthampam หรือเสาธง เป็นพื้นที่ทำความเคารพเทพเจ้าโดยการโค้งตัวและกราบราบตัวไปกับพื้น โดยรอบห้องประดิษฐานเทพเจ้าประธานยังแบ่งเป็นห้องประดิษฐานเทพเจ้าองค์รอง โดยมีการแบ่งพื้นที่สำหรับการบูชาเทพเจ้าแต่ละองค์อย่างเป็นสัดส่วน

Published in มะละกา

การประดับสันหลังคาอาคารศาลเจ้าด้วยประติมากรรมรูปต่างๆ อาจเป็นรูปสัตว์ รูปคน หรือเทพเจ้าต่างๆ ในตำนาน มักจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นของจีน การประดับหลังคาศาลเจ้า Cheng Hoon Teng เป็นการประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมจีนทั้งคนและสัตว์ในอิริยาบถต่างๆ ด้วยชิ้นกระเบื้องสีสันสวยงาม เรียกว่า เจี้ยน เหนียน หรือ chien nien, jian nian (cut and paste) ซึ่งเป็นที่นิยมในภาคใต้ของจีน โดยเฉพาะในเขต Fujian และเขต Chaozhou ในการสร้างอาคารในยุคนั้นจะมีการนำช่างฝีมือมาจากจีนโดยตรง การประดับตกแต่งหลังคาที่สวยงามช่างจะค่อยๆ ใช้กรรไกรตัดชิ้นส่วนเซรามิคสีสันต่างๆ เป็นชิ้นเล็กๆ รูปร่างต่างกัน จากนั้นนำมาปะติดปะต่อกันด้วยปูน จนเกิดเป็นประติมากรรมรูปต่างๆ ตามสันหลังคา การประดับหลังคาของอาคารในศิลปะจีน นอกจากจะสร้างความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มน้ำหนักสันหลังคา ซึ่งจะช่วยกดกระเบื้องไว้ไม่ให้ขยับได้ง่าย

Published in มะละกา

โครงสร้างอาคารของศาลเจ้ามีการแบ่งสัดส่วนเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนฐาน ส่วนอาคาร และส่วนหลังคา โครงสร้างหลังคาของวัดจีนแบบประเพณีนิยมทั่วไปมักใช้โครงสร้างไม้ โดยใช้เป็นระบบเสาและคาน สำหรับอาคารศาลเจ้า Cheng Hoon Teng ไม้มีความสำคัญในการเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก และใช้เป็นโครงสร้างถัก หรือ Truss system ร่วมกับโครงสร้างแบบเสาและคาน โดยคานไม้จะทำหน้าที่เชื่อมประสานไม้เข้าเป็นโครงถัก น้ำหนักของหลังคาและชายคาจะถูกถ่ายน้ำหนักผ่านโครงถักของคานลงบนเสาขนาดใหญ่ ภายในโครงถักมีการใช้ค้ำยันซ้อนกันหลายชั้นเรียกว่า โตว๋ก่ง หรือ tou – kung ด้านข้างยังมีโครงสร้างคานยื่น หรือ Cantilever รองรับปลายหลังคา นอกจากนี้ในแต่ละส่วนของโครงหลังคา ยังมีการสลักลวดลายบนขื่อ คาน และค้ำยัน เป็นรูปสัญลักษณ์มงคลต่างๆ ลักษณะของโครงสร้างหลังคาเช่นนี้ เรียกว่า แบบถายเหลียง หรือ tai liang หมายถึง คานหรือขื่อที่ถูกยกขึ้น นิยมใช้กับอาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญ ภายในจะสามารถระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะการระบายควันธูปที่เกิดจากพิธีกรรม

Published in มะละกา

Cheng Hoon Teng หมายถึง พลับพลาเมฆเขียว เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนมะละกา ที่มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง พร้อมกับกองเรือของเจิ้งเหอ และเจ้าหญิงฮังลิโป ศาลเจ้าสร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1600 ในระยะแรกเป็นศาลเจ้าขนาดเล็ก ต่อมาในปี ค.ศ. 1655 Kapitan Lee Wei King ได้บริจาคเงิน และรวบรวมทุนจากชาวจีนฮกเกี้ยน เพื่อขยายศาลเจ้า อาคารของศาลเจ้าได้มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ ค.ศ. 2000 องค์ประกอบของศาลเจ้าประกอบด้วย ซุ้มประตูทางเข้าศาล ซึ่งมีซุ้มประตูหลักตรงกลาง หลังคาซุ้มตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบตัดเป็นชิ้นเล็กแต่งเป็นรูปตุ๊กตาจีน สองข้างเป็นซุ้มประตูขนาดเล็ก อาคารหลักหันหน้าเข้าสู่ลานกลางแจ้ง มีการแบ่งพื้นที่เป็นโถงด้านหน้าสำหรับทำพิธีไหว้ในขั้นแรก และห้องด้านในมีแท่นบูชา และแท่นประทับของเทพเจ้าหลัก 3 องค์ที่ด้านในสุด โดยประดิษฐานรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่มาโจ๊ว เทพเจ้ากวนอูที่อัญเชิญมาจากจีน ภายในห้องนี้ยังเป็นที่เก็บระฆังและกลองประจำศาลเจ้า ภายในศาลองค์ประธาน และพระหยกขาวจากพม่า อาคารหลักตกแต่งอย่างสวยงามด้วยไม้แกะสลักปิดทอง มีรูปเทพเจ้าจีน สิงโต ดอกไม้ ผลไม้มงคล ฯลฯ ทั้งที่เพดาน เชิงชาย ประตูทางเข้า ช่องหน้าต่าง ส่วนอาคารโดยรอบเป็นอาคารประดิษฐานเทพเจ้าอันดับรอง อาคารบูชาบรรพบุรุษ และอาคารเก็บป้ายบรรพบุรุษซึ่งมีการตกแต่งไม่มากเท่ากับอาคารหลัก รูปแบบของอาคารศาลเจ้า Cheng Hoon Teng เป็นรูปแบบอาคารศาลเจ้าในทางใต้ของจีน ซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในพื้นที่ Fujian และ Guangdong ในการก่อสร้างอาคารศาลเจ้าแห่งนี้ ได้มีการนำช่างก่อสร้างและช่างฝีมือจากพื้นที่ Fujian และ Guangdong เข้ามาก่อสร้างอาคารตามรูปแบบประเพณีนิยมของชาวจีนในมะละกา ซึ่งเป็นการสะท้อนแหล่งที่มาของกลุ่มชาวจีนกลุ่มนี้ได้อย่างดี

Published in มะละกา

มัสยิด Kampung Kling เดิมเป็นอาคารไม้ สร้างขึ้นโดยพ่อค้ามุสลิมชาวอินเดียในปี ค.ศ.1748 เป็นมัสยิดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในมาเลเซีย ต่อมามีการรื้อและสร้างเป็นอาคารก่ออิฐในปี ค.ศ.1872 มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในรูปแบบศิลปะมะละกาที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบ Sumatra เหมือนกับ มัสยิด Kampung Hulu โดยเป็นการผสมผสานศิลปะต่างๆ เช่น ผังสี่เหลี่ยมแบบชวา ส่วนหลังคาตกแต่งสันและยอดด้วยปูนปั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน มีรูปแบบของหลังคาทรงพีระมิดซ้อน 3 ชั้น ห้องละหมาดล้อมรอบด้วยระเบียงรองรับชายคาด้วยเสาโรมันมีบัวหัวเสาแบบ Corinthian ประตูทางเข้าห้องละหมาดเป็นซุ้มโค้งแต่งของด้วยกระเบื้องลายดอกไม้ ขอบประตูเป็นไม้ตกแต่งช่องลมครึ่งวงกลมด้วยไม้แกะสลักทาสีทอง ด้านในสุดของห้องละหมาดมีมิห์หรอบเป็นซุ้มโค้งเว้าเข้าไปในผนัง ด้านข้างเป็นมิมบัรที่มีหลังคาผังสี่เหลี่ยม ตกแต่งยอด สันหลังคา ชายคา หน้าบันซุ้ม ราวระเบียง และฐานด้วยไม้ฉลุลายทาสีทอง ภายในมัสยิดยังประกอบด้วยสระน้ำวูซู หรือสถานที่ชำระร่างกายเพื่อการละหมาด ด้านข้างมีหอคอยสูงผังสี่เหลี่ยมมีหลังคาแต่งสันและยอดด้วยปูนปั้น หอคอยใช้แทนเสา Minaret ซึ่งได้รับอิทธิพลทางรูปแบบจากเจดีย์หรือถะในศิลปะจีน ด้านหลังเป็นกุโบร์ หรือสุสานของชาวมุสลิม อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงตกแต่งลายปูนปั้นที่ซุ้มประตู

Published in มะละกา

มัสยิด Kampung Hulu สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1728 โดย Dato Samsudin Bin Arom ซึ่งเป็นชาวจีนที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม และได้รับมอบหมายจากผู้ปกครองชาว Dutch ให้สร้างมัสยิดแห่งนี้ขึ้น โดยนับเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย และเป็นตัวแทนของชาวมาเลย์ในยุค Dutch Colonial มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในรูปแบบศิลปะมะละกาที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบ Sumatra ซึ่งแตกต่างจากมัสยิดแบบอาหรับทั่วไป โดยเป็นการผสมผสานศิลปะต่างๆ เช่น ผังสี่เหลี่ยมแบบชวา แต่ปรับผนังจากผนังไม้เป็นหินและอิฐ ส่วนหลังคาตกแต่งสันและยอดด้วยปูนปั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน รวมถึงรูปแบบของหลังคาทรงพีระมิดซ้อน 3 ชั้น ห้องละหมาดล้อมรอบด้วยระเบียงรองรับชายคาด้วยเสาโรมัน ด้านในสุดของห้องละหมาดมีมิห์หรอบเป็นซุ้มโค้งเว้าเข้าไปในผนัง ด้านข้างเป็นมิมบัรที่มีหลังคาผังสี่เหลี่ยม ตกแต่งยอด สันหลังคา ชายคา หน้าบันซุ้ม ราวระเบียง และฐานด้วยไม้ฉลุลายทาสีทอง ภายในมัสยิดยังประกอบด้วยสระน้ำวูซู หรือสถานที่ชำระร่างกายเพื่อการละหมาด มีหอคอยสูง 6 เหลี่ยมแทนเสา Minaret ซึ่งเป็นอิทธิพลทางรูปแบบจากเจดีย์หรือถะในศิลปะจีนเช่นเดียวกัน เหนือประตูทางเข้าเป็นหอกลองผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีหลังคาเป็นทรงเดียวกันกับอาคารหลักตกแต่งสันหลังคาด้วยปูนปั้น ด้านหลังเป็นกุโบร์ หรือสุสานของชาวมุสลิม อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงตกแต่งลายปูนปั้นและช่องวงกลมตลอดแนวรั้ว

Published in มะละกา

สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1849 โดยบาทหลวงฟาร์ฟ (Farve) แห่งคณะทูตฝรั่งเศส เพื่อเป็นเกียรติแด่ St. Francis Xavier หนึ่งในคณะผู้เผยแพร่คริสต์ศาสนา นิกาย Catholic กลุ่มแรกในเอเชียตะวันออก โบสถ์แห่งนี้นับเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวนโบสถ์ที่สร้างโดย MEP (Paris Foreign Missionary) ในคาบสมุทรมลายู แล้วเสร็จในปี ค.ศ.1856 โบสถ์แห่งนี้มีรูปแบบศิลปะแบบ Neo - Gothic โดยจำลองรูปแบบมาจาก Cathedral of St. Peter ที่ Montepellier ทางใต้ของประเทศฝรั่งเศส ด้านหน้ามีหอคอยคู่ที่ชาวมะละกามักเรียกว่า Twin Tower ยอดของหอคอยแต่งด้วยยอดแหลมที่สี่มุมของหลังคา อาคารที่เชื่อมระหว่างหอคอยมียอดเป็นสามเหลี่ยม ตรงกลางตกแต่งด้วยหน้าต่างทรงกลมแต่งกระจกสี (Strain glass) เรียกว่า Rose Window ด้านล่างมีซุ้มทางเข้า 3 ช่องเป็นทรงโค้งแหลมแบบ Gothic ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยซุ้มโค้งแหลม เดิมมีการประดับผนังด้วยกระจกสี (Strain glass) 4 ภาพ แต่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเสียหายไปหนึ่งภาพ ภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ คือภาพการเทศนาสั่งสอนของ St. Francis Xavier ภาพการเผยแพร่ศาสนาของ St. Francis Xavier และภาพพระศพของ St. Francis Xavier ขณะมาถึงมะละกา ภายหลังการมรณภาพที่ประเทศจีน ที่ใต้แท่นบูชาหินอ่อนยังมีภาพ mosaic ของ St. Francis Xavier ขณะเทศนาสั่งสอนสาธุชน

Published in มะละกา

โบสถ์คริสต์สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1741 โดยชาวฮอลันดา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระการปกครองมะละกาครบ 1 ศตวรรษ โบสถ์ใช้เวลาสร้างเป็นเวลา 12 ปีจึงแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1753 โบสถ์แห่งนี้เดิมเป็นโบสถ์ในนิกาย Protestant ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองมะละกาจึงถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์ในนิกาย Anglican เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1838 โดยอุทิศให้ Bishop Daniel Wilson แห่ง Calcutta ตัวโบสถ์มีสีแดงแบบสีหมากสุก สร้างขึ้นในรูปแบบ Dutch Colonial ซึ่งนิยมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนฐานเป็นศิลาแลงที่หาได้ในท้องถิ่น พื้นเป็นหินแกรนิตจากจีน ส่วนผนังก่อด้วยอิฐที่บรรทุกเรือมาจากเมือง Zeeland ประเทศ Netherlands ฉาบด้วยปูนจีน เสาโบสถ์สร้างจากไม้ยาว 15 เมตร นำมาจากเกาะบอร์เนียว คานของหลังคายังเป็นไม้ท่อนเดียว ส่วนหลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้อง Dutch ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในขณะนั้น ส่วนหน้าบันเป็นทรงโค้งครึ่งวงกลม เหนือหน้าบันมีหอระฆังขนาดเล็กภายในมีระฆังจารึกตัวเลขปีที่สร้างระฆังคือ ค.ศ.1698 ซึ่งเป็นปีก่อนการสร้างโบสถ์แห่งนี้ หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นรูปกางเขนทาสีขาว ด้านล่างตัวอักษรสีขาวเขียนว่า Christ Church Melaka 1753 ซึ่งเป็นปีที่สร้างโบสถ์เสร็จ โถงทางเดินด้านหน้ามีซุ้มโค้ง มีเสาประดับผนังเป็นเสาคู่อยู่ระหว่างซุ้ม ประตูทางเข้าโบสถ์ด้านหน้าเป็นซุ้มโค้ง ตัวประตูทำจากไม้ ทั้งซุ้มประตูและประตูที่หนาหนักเป็นรูปแบบที่นิยมของชาว Dutch ขณะนั้น นอกจากนี้ช่องแสงรูปพัดเหนือประตูยังได้ส่งอิทธิพลให้รูปแบบประตูบ้านและร้านค้าในมะละกาต่อมา ภายในโบสถ์มีม้านั่งยาวที่ใช้นั่งทำพิธีซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคแรกของโบสถ์ ใต้ดินของโบสถ์เป็นที่ฝังศพเดิมของชาว Dutch วัตถุชิ้นสำคัญของโบสถ์แห่งนี้คือ พระคัมภีร์ทองเหลือง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1772 เป็นบันทึกเรื่องราวความเชื่อของมนุษย์ทั้งมวลที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมชื่อภาพ The Last Supper ประดับอยู่ด้านหลังแท่นบูชา

Published in มะละกา

โบสถ์ตั้งอยู่บนเนินเขา St Paul ในอดีตเนินเขาแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของพระราชวังสุลต่าน โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโปรตุเกสหลังจากเข้ายึดครองมะละกา ในปี ค.ศ. 1521 โดยใช้ชื่อโบสถ์ว่า Our Lady of Annunciation ขึ้นอยู่กับคณะบาทหลวงนิกายเยซูอิตจากโปรตุเกส ต่อมาในสมัยที่ฮอลันดาเข้ามายึดครองมะละกาต่อจากโปรตุเกส ได้ดัดแปลงตัวโบสถ์ให้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ ในปี ค.ศ.1849 เมื่ออังกฤษเข้าปกครองมะละกา จึงได้มีการสร้างโบสถ์ St. Francis Xavier หลังใหม่ขึ้นโบสถ์หลังนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับประวัติของ St. Francis Xavier นักบวชชาวสเปนที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกาย Catholic ในเอเชียตะวันออก ตั้งแต่อินเดีย มะละกา ปัตตาเวีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น ท่านได้มรณภาพที่เกาะซานเฉียน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน หลังจากการมรณภาพของท่านได้มีการนำร่างของท่านมาฝังที่โบสถ์แห่งนี้เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน ปัจจุบันโบสถ์ St. Paul คงเหลือแต่ซากผนังสี่ด้านที่ก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ผนังก่อและฉาบปูน ปัจจุบันไม่มีหลังคา ภายในโบสถ์มีแผ่นป้ายศิลาปิดหลุมศพ จารึกด้วยภาษาลาตินและโปรตุเกสฝังอยู่ในพื้นและผนังโบสถ์ ด้านในสุดของโบสถ์เป็นหลุมศพเดิมของ St. Francis Xavier มีแผ่นป้ายจารึกว่าเคยเป็นที่ฝังศพชั่วคราวของท่านระหว่างปี ค.ศ. 1506 – 1552 ที่ด้านหน้าของโบสถ์มีหอคอยผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวของ St Francis Xavier

Published in มะละกา

ในปี ค.ศ.1831 ชาวยิวกลุ่มแรกเดินทางมาจากอิหร่านและอิรักสู่สิงคโปร์ 2 ปีต่อมาประชากรชาวยิวยังมีเพียง 40 คน ถึงจำนวนคนจะไม่มากนัก แต่ชาวยิวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร่ำรวยมาก พวกเขาได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์จนเจริญรุ่งเรือง ในปี ค.ศ.1840 ได้มีการใช้อาคารเรือนแถวเป็นโบสถ์เล็กๆ เพื่อทำพิธีกรรมจนกระทั่ง ปี ค.ศ.1878 จึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ เพื่อรองรับจำนวนประชากรศาสนิกชนยิวที่เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ โบสถ์หลังนี้จึงนับเป็นโบสถ์ของศาสนายิวที่เก่าที่สุดในประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐบาลสิงคโปร์ในขณะนั้น โบสถ์ Maghain Aboth มีผังเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านเป็นมุขยื่นออกมา อาคารมี 2 ชั้น สร้างตามรูปแบบศิลปะแบบ Neo-Classic ที่นิยมโถงหลังคาโค้งแบบ Palladian ภายในเป็นห้องโถงใหญ่มีทางเดินไปสู่แท่นบูชาด้านในสุด ทางเดินขนาบด้วยเสากลม กลางทางเดินเป็นแท่น Almemar หรือแท่นอ่านหนังสือ ภายในใช้การตกแต่งเครื่องเรือนที่ทำจากไม้สักและหวาย ส่วนชั้น 2 มีผังเป็นรูปตัวยู เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ด้านนอกของโบสถ์มีบ่อน้ำ ใช้สำหรับทำ Mirvah หรือพิธีอาบน้ำ

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

หมวดหมู่ศิลปะมาเลเซีย

เลือกสถานที่ศิลปะมาเลเซีย

บทความศิลปะมาเลเซีย

  • Masjid Jamek
    Masjid Jamek มัสยิดจาเม็ก เมืองกัวลาลุมปูร์นี้สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว สถาปนิกในระยะนี้มักมีการนำศิลปะอิสลามแบบใหม่เข้าๆมาผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ เช่น ศิลปะโมกุลของอินเดีย และศิลปะมัวร์ของสเปนเป็นต้น มัสยิดแห่งนี้เป็นผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโดมสามโดมเรียงกันตามแบบศิลปะโมกุลองอินเดียรูปแบโดมเองก็มีเค้าโครงแบบโมกุล คือมีคอโดมเป็นทรงกระบอกและมีกลีบดอกไม้คว่ำอยู่ด้านบน (ฆัณฏา)…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๕
  • Padang , Kuala Lumpur
    Padang , Kuala Lumpur ปาดัง หรือ เอลพลานาด คือสนามหลวงซึงมักสร้างขึ้นที่ศูนย์กลางเมืองตามธรรมเนียมของอังกฤษ เพื่อใช้ในการเล่นกีฬา ชุมนุมในงานรัฐพิธีและสวนสนาม ปรากฏหลายเมืองที่สร้างขึ้นภายในอาณานิคมอังกฤษ เช่น เมืองปีนังเมืองอิโปห์ เมืองไตปิง…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๙
  • Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง ถือเป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Styleที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E. Spooner…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๐๙
  • Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง เป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Style ที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E.…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๒
  • Textile Museum Building
    Textile Museum Building A.C.Normanสถาปนิกชาวอังกฤษ สร้างตึกนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2439 เพื่อเป็นสำนักงานการรถไฟสหพันธรัฐมาเลย์ (Federated Malay States Railways) จากนั้น…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๘

เกี่ยวกับผู้เขียน

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

13402383
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
717814
0
717814
12684404
717814
0
13402383
Server Time: 16-10-2019 12:56:56