Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

หลุมศพของ Hang Kasturi นักรบชาวมาเลย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นหลุมศพเก่าแก่ของมาเลเซีย มีอายุในศตวรรษที่ 15 หลุมศพแบบมาเลย์เรียกว่า makam (ในภาษาอารบิก) หรือ pusara (ในภาษาสันสกฤต) การสร้างหลุมฝังศพขนาดใหญ่มักสร้างเพื่อราชวงศ์ บุคคลสำคัญในทางศาสนา ผู้มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ รูปแบบของหลุมศพมักล้อมรอบด้วยกำแพง มีซุ้มประตูทางเข้าขนาดใหญ่ หลุมศพจะมีรูปแบบต่างจากหลุมศพคนทั่วไปคือมีการตกแต่งเป็นพิเศษ เช่น หลุมศพของ Hang Kasturi ตั้งอยู่บนแท่น 2 ชั้น รอบแท่นตกแต่งด้วยช่องสามเหลี่ยม ด้านบนเป็นหลุมศพทรงครึ่งวงรี ที่มุมของแท่นทั้ง 4 ด้านมีเสากลมมีหัวเสารูปสี่เหลี่ยม ทั้งหมดทาด้วยสีขาว

Published in มะละกา

รูปแบบการตกแต่งอาคารด้วยกระเบื้องเป็นอิทธิพลของชาว Dutch ที่เข้ามาสร้างอาคาร และประดับตกแต่งอาคารด้วยกระเบื้องที่นำเข้ามาจาก Holland กระเบื้องในยุคแรกจะเป็นกระเบื้องสีน้ำตาล ต่อมาเกิดความนิยมกระเบื้องเคลือบเรียกว่า กระเบื้อง majorica ที่มีการตกแต่งลวดลายแบบศิลปะ Art Nouveau กระเบื้อง majorica ผลิตที่ประเทศอังกฤษ แต่มีการเรียกชื่อตามเมืองท่าที่ส่งออกทางทะเล คือ เมือง Majorica ประเทศอิตาลี ในราว ค.ศ.1920 เมื่อรูปแบบความนิยมศิลปะได้เปลี่ยนจากศิลปะ Art Nouveau สู่ศิลปะ Art Deco ชาวอังกฤษได้ย้ายแหล่งผลิตกระเบื้องไปที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีแหล่งดินประเภทเดียวกัน และจ้างชาวจีนมาเขียนรูปสัญลักษณ์มงคลต่างๆ พร้อมทั้งส่งขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่นิยมในพื้นที่นี้อย่างมาก กระเบื้องเคลือบที่นำเข้ามานี้ใช้ตกแต่งตามผนังอาคาร ส่วนที่ไม่เคลือบเป็นกระเบื้องดินเผาใช้ปูพื้น

Published in มะละกา

การตกแต่งลวดลายปูนปั้นตามอาคารเรือนแถวในมะละกาได้รับอิทธิพลจากอาคารแบบโคโลเนียล ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่างฝีมือและช่างก่อสร้างได้นำเอารูปแบบการตกแต่งของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งลวดลายแบบ Palladian การประดับด้านหน้าอาคารแบบ Baroque การประดับหน้าบัน เสา และลวดลายปูนปั้นเหนือหน้าต่างแบบ Neoclassic มาผสมผสานกับอาคารแบบเรือนแถวในท้องถิ่น นอกจากลวดลายที่เป็นแบบตะวันตกแล้ว ในยุคต่อมายังนิยมนำลวดลายแบบจีนมาตกแต่งด้วยปูนปั้นประดับบนอาคารอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์มงคล ตัวอักษรจีน หรือลายเครือเถาดอกไม้ตามความนิยมในศิลปะจีน

Published in มะละกา
ศิลปะแบบ Art Deco ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี ค.ศ.1925 โดยนิยมในยุโรปและอเมริกา รูปแบบอาคารแบบ Art Deco มักมีการตกแต่งแบบเรียบง่าย เน้นการใช้เส้นตรง และรูปทรงเรขาคณิต รูปแบบอาคารเช่นนี้ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อรูปแบบอาคารในมาเลเซียในยุคก่อนสงคราม โดยเฉพาะอาคารเรือนแถว และอาคารสถานบันเทิง อาคารแบบ Art Deco ในมาเลเซียจะแตกต่างจากอาคารในประเทศตะวันตกในด้านการใช้วัสดุ เนื่องจากหินที่ใช้ในการประดับพื้นผิวอาคารตามรูปแบบดั้งเดิมหาได้ยาก จึงมีการดัดแปลงนำปูนปลาสเตอร์จากเซี่ยงไฮ้มาตกแต่งพื้นผิว ทำให้ได้รูปแบบที่คล้ายคลึงกับต้นกำเนิด อีกทั้งประหยัด สวยงาม และคุณภาพดี เรือนแถวแบบ Art Deco ในมะละกาพบอยู่ทั่วไป โดยมากมักมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ประกอบด้วย เสาธงคอนกรีตที่กลางอาคารส่วนฐานเสาอาจเป็นปูนปั้นรูปปีกนก หรือเป็นเพียงแถบเส้นตรง สองข้างของอาคารมีหอคอยจำลองขนาบอาคารซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเสาแนบขนาดเล็กแทน ในอาคารขนาดใหญ่อาจมีการประดับด้วยลายปูนปั้นเป็นเส้นตรงหรือรูปเรขาคณิต
Published in มะละกา
ลักษณะบ้านเรือนพื้นถิ่นของชาวมาเลย์มักมีรูปแบบของหลังคาที่แตกต่างกัน ซึ่งจะต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบและวิธีก่อสร้างมักจะคล้ายคลึงกัน โดยจะเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น การออกแบบพื้นที่ใช้สอยในบ้านจะตอบรับกับพฤติกรรมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมาเลย์ โดยทั่วไปบ้านของชาวมาเลย์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1. Serembi หรือเฉลียงหน้าบ้าน ใช้เป็นห้องรับแขก และเป็นห้องจัดงานหรือทำพิธีกรรมต่างๆ ที่มีคนนอกครอบครัวมาร่วมด้วย 2. Rumah ibu หรืออาคารหลักของบ้าน ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวซึ่เจ้าของบ้านใช้พักผ่อน ทำพิธีกรรม และกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว 3. Rumah dapur หรือห้องครัว มักอยู่ด้านหลังของบ้าน และเป็นพื้นที่สำหรับทานอาหารของครอบครัว โดยการนั่งล้อมวงบนเสื่อ พื้นที่แต่ละส่วนจะมีการแบ่งพื้นที่โดยใช้ระดับของพื้น ใช้ผนังและประตูเป็นตัวกั้นเขต ใต้ถุนบ้านใช้เป็นพื้นที่เก็บของหรือใช้สอยตามกิจกรรมของแต่ละบ้าน ในการสร้างบ้านจะมีการวางเสาบนแท่นหินหรือแท่นปูนซึ่งทำหน้าที่เป็นตอม่อ ตรงกลางของบ้านมีเสาเอก เรียกว่า tiang seri ซึ่งจะมีการทำพิธีลงเสาเอกผูกผ้าแดง ดำ และขาว พร้อมวางเหรียญทองและเงินที่ใต้เสา เสานี้ใช้เพื่อปกป้องภยันอันตรายจากวิญญาณร้าย ในการก่อสร้างบ้านทั้งหลังใช้ระบบเสาและคาน โดยวิธีใช้สลักและเดือย โดยไม่ต้องใช้ตะปู ส่วนผนังและหลังคาบ้านเน้นการระบายอากาศ จึงมีการทำช่องลมไว้ทั้งบนผนัง และหน้าต่าง
Published in มะละกา

พระราชวังสุลต่านมะละกา ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมประตูซานติเอโก บริเวณแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของพระราชวังสุลต่าน หรือในภาษามาเลย์เรียกว่า Istana ของผู้ปกครองมะละกาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยปรากฏในบันทึกของ Tomé Pires เภสัชกรชาวโปรตุเกส ได้บันทึกการเดินทางในเอกสารชื่อ Suma Oriental que trata do Mar Roxo até aos Chins (Summa of the East, from the Red Sea up to the Chinese) ได้กล่าวถึงความงดงามของพระราชวังแห่งนี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1460 สมัยสุลต่าน Mansur Shah พระราชวังได้ถูกเพลิงไหม้ทั้งหลัง มีการสันนิษฐานว่า ในครั้งนั้นเกิดจากฟ้าผ่าลงบนหลังคา หลังจากนั้นได้มีการสร้างพระราชวังหลังใหม่ขึ้น แต่ถูกเพลิงไหม้ทำลายอีกครั้งเมื่อคราวโปรตุเกสยึดเมืองในปี ค.ศ.1511 ส่วนพระราชวังในปัจจุบันได้ก่อสร้างขึ้นใหม่ตามพงศาวดารมลายู ที่มีการบันทึกการก่อสร้าง และรูปแบบสถาปัตยกรรมในช่วงสุลต่าน Mansur Shah ซึ่งเป็นยุคทองของมะละกาไว้อย่างละเอียด อาคารพระราชวังสุลต่านสร้างด้วยระบบเสาและคาน โดยใช้สลักและเดือยไม้ทั้งหลัง มีรูปแบบศิลปะพื้นถิ่นมลายู โดยมีหลังคายาว 74 เมตร กว้าง 18 เมตร และสูง 20 เมตร มีหลังคาซ้อนหลายชั้น ภายในจัดแสดงนิทรรศการจำลองห้องต่างๆ ในพระราชวัง และเรื่องราวทางสังคมของมะละกาในอดีต

Published in มะละกา

The Baba and Nyonya Heritage Museum เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลขนาดสามช่วงตึก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1898 โดยคหบดี Chan Cheng Siew โดยมีรูปแบบชิโน – โปรตุกีสที่มีการผสมผสานรูปแบบทั้งจีน ฝรั่ง และท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน ภายในพิพิธภัณฑ์ยังคงอนุรักษ์แบบแผนบ้านเรือน ของตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน เครื่องใช้ ที่มีอายุกว่าร้อยปีไว้อย่างครบถ้วนตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้าบ๋าย่าหยา ชั้นล่างมีห้องรับแขกที่มารอพบเจ้าของบ้าน ห้องที่สองเป็นห้องรับรองแขก มีรูปสลักบนประตูหน้าต่าง และฉากกั้นห้องเป็นรูปสัตว์มงคลของจีน เช่น ค้างคาว นกกระเรียน กวาง เป็นต้น บนเพดานมีโคมไฟแบบวิคตอเรีย ตอนกลางบ้านมีบันไดวนเป็นไม้เข้าเดือยสลักลวดลายประณีต และยังมีช่องแสงขนาดใหญ่พร้อมบ่อน้ำด้านล่าง ซึ่งช่วยในการหมุนเวียนและปรับสภาพอากาศให้เย็นสบาย ด้านหลังเป็นห้องอาหารและห้องครัว ที่มีลวดลายกระเบื้องปูพื้นและผนังที่สวยงาม ชั้นบนเป็นพื้นไม้ ห้องด้านหน้ามีช่องสี่เหลี่ยมสามารถเปิดดูผู้มาเยือนที่อยู่ด้านล่างได้ ชั้นบนประกอบด้วยห้องนอนใหญ่ ห้องนอนกลาง เป็นห้องนอนของลูกชายคนโต ห้องนั่งเล่น และห้องบูชาแผ่นป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ บานประตูและหน้าต่างของทุกห้องสลักลวดลายมงคลที่มีความหมายต่างๆ กัน เช่น สัญลักษณ์ปลาคู่ที่แสดงถึงชีวิตคู่ยืนยาว จะประดับในห้องนอนของสามี – ภรรยา ตัวอย่างของการจัดสรรพื้นที่ และการตกแต่งภายในอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นตัวอย่างของรูปแบบของบ้านคหบดีชาวบ้าบ๋าย่าหยา หรือชาวเพรานากันได้อย่างดี

Published in มะละกา

จัตุรัสกลางเมืองมะละกา เรียกว่า Dutch Square บริเวณนี้มีหมู่อาคารที่สร้างขึ้นเมื่อฮอลันดาเข้ามาปกครองมะละกา ในหมู่อาคารที่เป็นหลักฐานที่หลงเหลือของชาว Dutch ได้มีเสาน้ำพุหินอ่อนซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1901 บนฐานของน้ำพุนี้มีจารึกระบุว่า ประชาชนชาวมะละการ่วมกันสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกในพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 65 ปี ของพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1837 – 1901 ลักษณะของน้ำพุมีบ่อน้ำทรงกลมมีขอบ ตกแต่งด้วยเสาสี่เหลี่ยมเป็นระยะ ตรงกลางของบ่อน้ำเป็นเสามีฐานแบ่งเป็นบ่อกลมขนาดเล็ก 4 บ่อ ระหว่างบ่อเป็นสันแต่งด้วย Urn บนแกนเสาสลักเป็นลายพวงมาลัย และช่อดอกไม้ ล้อมรอบแผ่นจารึก ส่วนหัวเสาตกแต่งด้วยหลังคาสี่เหลี่ยมเล็ก ทั้งสี่ด้านประดับรูปหน้าผู้หญิง ยอดบนสุดเป็น Urn

Published in มะละกา

ประตูซานดิเอโก ส่วนที่เหลืออยู่ของป้อมปืนไฟลาฟาโมซา เป็นหลักฐานของการเข้าครอบครองมะละกาโดยโปรตุเกส ตัวป้อมสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1511 ที่บริเวณเชิงเขา St. Paul ใกล้กับปากแม่น้ำมะละกาซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยตั้งชื่อว่า A Famosa เมื่อแรกสร้างประกอบด้วยหอคอยสูง 36 เมตร มีกำแพงหนาและป้อมจำนวน 9 แห่งเป็นระยะล้อมรอบเมือง โดยเน้นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เดิมภายในกำแพงมีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ประกอบด้วยศาสนสถาน 5 แห่ง โรงพยาบาล 2 แห่ง และพระราชวังของสุลต่านมะละกา 2 แห่ง ในช่วงนี้ยังมีการจัดระบบผังเมืองมะละกาขึ้นใหม่ มีการวางผังถนน และจัดกลุ่มที่พักอาศัยในพื้นที่ที่กำหนด ในปี ค.ศ. 1670 ป้อมถูกดัดแปลงโดยชาว Dutch โดยปรับทางเดินด้านในเป็นรูปตัว S เพื่อป้องกันปืนไฟที่ยิงเข้ามา ในปี ค.ศ. 1807 เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองมะละกา ป้อมและประตูเกือบทั้งหมดถูกทุบทำลาย เหลือเพียงประตูและปืนใหญ่ที่ตั้งด้านหน้า ประตูซานดิเอโกมีความสูงประมาณ 20 ฟุต หนา 8 ฟุต สร้างด้วยศิลาแลงและดินเหนียวสีแดงที่มีในท้องถิ่นมะละกา ก่อและฉาบปูน ด้านบนประตูมีลายปูนปั้นเป็นรูปเครื่องหมายการค้าของบริษัทสหอินเดียตะวันออกของฮอลันดา

Published in มะละกา

ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911 ในยุคที่อังกฤษปกครองเพื่อใช้เป็น “มะละกาคลับ” เป็นแหล่งพบปะของชนชั้นสูงในมะละกา ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชเป็นอาคารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองของมะละกา เพราะได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานที่ประกาศเอกราชของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 และกลายเป็นตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชของประเทศในอีก 28 ปีต่อมา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติการประกาศเอกราชตั้งแต่ยุคสุลต่านจนถึงการกำเนิดประเทศมาเลเซีย อาคารแห่งนี้เป็นการผสมผสานรูปแบบศิลปะต่างๆ เช่น รูปแบบอาคารบังกาโลว์ตามศิลปะท้องถิ่น มียอดโดมตามศิลปะแบบอิสลาม มีการตกแต่งเสาและประดับปูนปั้นต่างๆ ตามแบบศิลปะยุโรป อาคารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้ามีมุขตรงกลาง ด้านบนเป็นหน้าบันประดับปูนปั้นลวดลายพฤกษา ล้อมรอบตัวหนังสือ ชั้นบนเป็นระเบียงโค้ง มีราวระเบียงเจาะช่องเป็นวงรี ทั้งชั้นบนและล่างตกแต่งด้วยเสากลมแบบโรมัน และเสาสี่เหลี่ยมเซาะร่อง อาคารทั้งสองข้างมีมุขยื่น ยอดเป็นโดมสีทอง ส่วนหลังคาของอาคารมุงกระเบื้อง ผนังอาคารด้านนอกตกแต่งด้วยการเซาะร่องรอบอาคาร เหนือช่องหน้าต่างชั้นล่างประดับด้วยลายปูนปั้น หน้าต่างทุกบานมีช่องลมเพื่อระบายอากาศ โดยเป็นการปรับเข้ากับอากาศในเขตร้อน

Published in มะละกา
plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

หมวดหมู่ศิลปะมาเลเซีย

เลือกสถานที่ศิลปะมาเลเซีย

บทความศิลปะมาเลเซีย

  • Masjid Jamek
    Masjid Jamek มัสยิดจาเม็ก เมืองกัวลาลุมปูร์นี้สร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมอังกฤษแล้ว สถาปนิกในระยะนี้มักมีการนำศิลปะอิสลามแบบใหม่เข้าๆมาผสมผสานจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ เช่น ศิลปะโมกุลของอินเดีย และศิลปะมัวร์ของสเปนเป็นต้น มัสยิดแห่งนี้เป็นผังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีโดมสามโดมเรียงกันตามแบบศิลปะโมกุลองอินเดียรูปแบโดมเองก็มีเค้าโครงแบบโมกุล คือมีคอโดมเป็นทรงกระบอกและมีกลีบดอกไม้คว่ำอยู่ด้านบน (ฆัณฏา)…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๕
  • Padang , Kuala Lumpur
    Padang , Kuala Lumpur ปาดัง หรือ เอลพลานาด คือสนามหลวงซึงมักสร้างขึ้นที่ศูนย์กลางเมืองตามธรรมเนียมของอังกฤษ เพื่อใช้ในการเล่นกีฬา ชุมนุมในงานรัฐพิธีและสวนสนาม ปรากฏหลายเมืองที่สร้างขึ้นภายในอาณานิคมอังกฤษ เช่น เมืองปีนังเมืองอิโปห์ เมืองไตปิง…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๐:๒๙
  • Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building , Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง ถือเป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Styleที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E. Spooner…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๐๙
  • Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur
    Sultan Abdul Samad Building, Kuala Lumpur ตึกสุลต่านอับดุลซามัด ถือเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดที่อยู่ที่ปาดัง เป็นรูปแบบอาคารแบบ British Raj Style ที่โดดเด่นที่สุดในมาเลเซีย ก่อนหน้าการสร้างอาคารแบบนี้อาคารแบบคลาสสิกได้รับความนิยมมาก่อน ต่อมา C.E.…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๒
  • Textile Museum Building
    Textile Museum Building A.C.Normanสถาปนิกชาวอังกฤษ สร้างตึกนี้ขึ้นใน พ.ศ. 2439 เพื่อเป็นสำนักงานการรถไฟสหพันธรัฐมาเลย์ (Federated Malay States Railways) จากนั้น…
    Written on วันศุกร์, ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๒๒:๑๘

เกี่ยวกับผู้เขียน

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

11896929
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
102138
0
102138
11794626
922995
0
11896929
Server Time: 16-06-2019 20:13:07