Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

กลุ่มอสูรยุดนาค เรียงต่อกันเป็นแถว มีลักษณะโดยทั่วไปคือ พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม ดูดุร้าย พระเนตรเบิกกว้าง มองตรง พระขนงโค้งยกสูง พระนาสิกใหญ่พระกรรณยาว ทรงกระบังหน้า ประดับด้วยแถวลายแบ่งเป็นชั้นๆ แถวลายชั้นล่างสุดเป็นแถวเรียบ ถัดขึ้นไปเป็นแถวลายกลีบบัว แถวลายวงกลม แถวด้านบนสุดเป็นลายกรอบรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อกันเป็นแถว รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมตกแต่งด้วยแถวลายกลีบบัว ทรงกุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอพาหุรัดและทองพระกรตกแต่งเป็นลายรูปดอกไม้กลม พระวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า พระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างจับลำตัวนาคอยู่ ประทับยืนแบบย่อพระชานุ ลักษณะบุคคลและการแต่งกายเช่นนี้จัดอยู่ในศิลปะแบบบายนราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มอสูรกำลังยุดนาคซึ่งเป็นภาพในเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนเศียรนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่ จากในภาพนี้จึงเป็นกลุ่มของอสูรที่กำลังยุดนาควาสุกรี นอกจากนี้แถวของเหล่าอสูรยังมีหน้าที่เป็นราวสะพานอีกด้วย

กลุ่มเทวดายุดนาค เรียงต่อกันเป็นแถวตรง มีลักษณะโดยทั่วไปคือ พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม พระเนตรเบิกกว้าง มองตรง พระกรรณยาว ทรงกระบังหน้า ประดับด้วยแถวลายแบ่งเป็นชั้นๆ แถวลายชั้นล่างสุดเป็นแถวเรียบ ถัดขึ้นไปเป็นแถวลายกลีบบัว แถวลายวงกลม แถวด้านบนสุดเป็นลายกรอบรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อกันเป็นแถว รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมตกแต่งเป็นแถวลายกลีบบัว ทรงกุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอพาหุรัดและทองพระกรตกแต่งเป็นลายรูปดอกไม้กลม พระวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า พระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างจับลำตัวนาคอยู่ ประทับยืนแบบย่อพระชานุ ลักษณะบุคคลและการแต่งกายเช่นนี้จัดอยู่ในศิลปะแบบบายนราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มเทวดากำลังยุดนาคซึ่งเป็นภาพในเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนหัวนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่ จากในภาพนี้จึงเป็นกลุ่มเทวดาที่กำลังยุดนาควาสุกรี นอกจากนี้แถวของเหล่าเทวดายังมีหน้าที่เป็นราวสะพานอีกด้วย

ซุ้มประตูทางเข้าเมืองนครธมนี้ ก่อด้วยหินทรายแบบสันเหลื่อม (Corbelled arch) ส่วนแนวกำแพงก่อด้วยศิลาแลง ที่ด้านข้างของกรอบซุ้มประตูมีรูปช้างสามเศียร ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นรูปเหล่าเทวดาและนางอัปสราพนมมือ ส่วนยอดมีลักษณะเป็นรูปใบหน้าบุคคล 4 ด้าน กรอบกระบังหน้าประดับด้วยลายดอกไม้ ด้านบนสุดยังคงรักษาระเบียบของยอดปราสาทแบบเรือนซ้อนชั้นอยู่ ลักษณะดังกล่าวถือเป็นลักษณะพิเศษที่นิยมตกแต่งส่วนยอดปราสาทในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18

ด้านหน้าของซุ้มประตูมีแถวเทวดาและอสูรอยู่ในอาการยุดนาคซึ่งนิยมในศิลปะบายนเช่นกัน ลักษณะส่วนยอดปราสาทที่เป็นรูปบุคคลทั้ง 4 ด้าน นี้ มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดไว้ว่าน่าจะหมายถึงพระโพธิสัตว์สมันตมุข ผู้คุ้มครองดูแลเมืองนครธมทั้ง 4 ทิศ หรืออาจจะเป็นพระพักตร์ของพรหมสุนัตกุมาร ซึ่งเป็นเทวดาในศาสนาพุทธ หรือบางท่านก็ได้เสนอว่าน่าจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ก็เป็นได้ ด้านหน้าของซุ้มประตูมีแถวเทวดาและแถวอสูรกำลังยุดนาค ซึ่งลักษณะดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนเศียรนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่

เสาติดผนังของโคปุระด้านทิศตะวันตกนี้ มีการสลักลายก้านขด ขอบด้านนอกตกแต่งด้วยลายกระหนกเรียบ ส่วนภายในก้านขดนั้น สลักเป็นลวดลายหลายรูปแบบ ทั้งภาพสัตว์และภาพเล่าเรื่อง จากลักษณะดังกล่าวกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18 จากภาพภายในลายก้านขดนี้ มีภาพสัตว์ชนิดหนึ่งที่แต่เดิมนั้นมีความเข้าใจกันว่าเป็นภาพไดโนเสาร์ชนิด 4 ขา บนหลังมีเกร็ดต่อเนื่องไปจนถึงปลายหาง (ภาพที่ 2 นับจากด้านล่างขึ้นมา) แต่จากลักษณะที่ปรากฏนั้นอาจจะเป็นภาพของหมูป่าหรือสัตว์จำพวก 4 เท้า ก็เป็นได้

ปราสาทบริวารด้านทิศตะวันตกองค์นี้ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของโคปุระทิศตะวันตกระเบียงคดชั้นนอก ปราสาทองค์นี้ก่อด้วยหินทรายทั้งองค์ ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ มีการทำซุ้มประตูเข้า-ออกได้ทั้ง 4 ด้าน ส่วนของเรือนธาตุมีการสลักลวดลายเต็มพื้นที่ มุขที่ยื่นออกมาสลักเป็นช่องหน้าต่างประดับลูกกรงแต่ไม่ได้เจาะให้ทะลุ ถัดขึ้นไปมีเรือนธาตุซ้อนอีกชั้นหนึ่งอันเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะบายน เหนือขึ้นไปเป็นชั้นหลังคาทรงปราสาท ส่วนยอดเป็นแบบเรือนซ้อนชั้น ตามลักษณะอาคารทรงปราสาท ชั้นหลังคาแต่ละชั้นสลักเลียนแบบชั้นเรือนธาตุ โดยมีทั้งซุ้มประตูหลอก จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบายน ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ลักษณะของการสร้างอาคารที่มีส่วนยอดแบบเรือนซ้อนชั้นหรือทรงปราสาทนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ภายใน เนื่องจากส่วนยอดลักษณะดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงฐานันดรชั้นสูง

หน้าบันนี้มีกรอบซุ้มแบบโค้งเข้าโค้งออก ส่วนปลายกรอบหน้าบันเป็นรูปนาค 5 เศียร เศียรนาคแต่ละเศียรตกแต่งด้วยกระบังหน้าด้วยลายกระหนกปลายแหลม ภายในกรอบหน้าบันมีการแบ่งภาพออกเป็น 2 ส่วน ด้วยแนวเส้นตรง ด้านบนเป็นรูปศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่บนฐานประดับผ้าทิพย์ เหนือขึ้นไปมีภาพเทวดาเหาะ ที่ขอบด้านล่างมีภาพสัตว์คล้ายกวางเหลียวหลัง ส่วนภาพด้านล่างเป็นภาพแถวเทวดาประทับนั่งพนมมือ ขอบด้านล่างของหน้าบันเป็นขื่อปลอมหักเป็นมุมป้าน จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่บนฐานนั้น แต่เดิมคงเป็นภาพพระพุทธรูปประทับนั่ง การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต กษัตริย์องค์ต่อๆ มาหันกลับมานับถือศาสนาพราหมณ์อีกครั้ง พร้อมกับมีพระราชประสงค์ให้สกัดภาพพระพุทธรูปออกทั้งหมด โดยบางภาพก็สลักเป็นรูปศิวลึงค์แทน

ภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ผนังโคปุระนี้ ตรงกลางภาพด้านบน ประกอบด้วยบุคคลขนาดเล็กมากมาย ด้านบนสุดของภาพเป็นสันนิษฐานว่าเป็นภาพพระพุทธรูป ซึ่งปัจจุบันได้ถูกกะเทาะหลุดไปแล้ว ถัดลงมาตรงกลางเป็นภาพสตรีจับมวยผมประทับยืนอยู่บนดอกบัว ทางด้านซ้ายของภาพเป็นรูปกองทัพมีทั้งม้า ช้าง และเหล่าทหาร แสดงอาการกำลังบุกเข้ามา ส่วนด้านขวาของภาพเป็นภาพกองทัพที่แสดงอาการพ่ายแพ้ ถัดลงมามีกรอบภาพในกรอบรูปสามเหลี่ยม บุคคลตรงกลางถูกกะเทาะหลุดหายไป ขนาบข้างด้วยเทวสตรี ถัดลงมาด้านล่างเป็นแถวเทวสตรีมีทั้งที่แสดงอาการร่ายรำและยืนพนมมือ ด้วยลักษณะการแต่งกายของนางรำที่มีชายผ้ารูปสามเหลี่ยมทับซ้อนกันประกอบกับเป็นเรื่องราวในพุทธศาสนาจากลักษณะดังกล่าวนี้เองสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพเล่าเรื่องที่อยู่กลางภาพซึ่งประกอบไปด้วยภาพพระพุทธรูปที่ถูกกะเทาะไปแล้ว ถัดลงมาตรงกลางเป็นภาพสตรีจับมวยผมน่าจะหมายถึงพระแม่ธรณีบีบมวยผมให้น้ำท่วมกองทัพของพญามาร โดยทางด้านซ้ายของภาพเป็นรูปกองทัพมีทั้งม้า ช้าง และเหล่าทหาร แสดงอาการกำลังบุกเข้ามานั้นแสดงเหตุการณ์ที่พญามารเข้าจู่โจมพระพุทธเจ้า ส่วนด้านขวาของภาพเป็นภาพกองทัพที่แสดงอาการพ่ายแพ้หลังจากพระแม่ธรณีบีบน้ำออกมาจากมวยผม ภาพดังกล่าวนี้จึงเป็นการแสดงเหตุการณ์พุทธประวัติตอนมารผจญ เมื่อกองทัพพญามารได้บุกเข้ามา พระพุทธเจ้าจึงทรงให้พระแม่ธรณีเป็นพยานถึงการสั่งสมบุญบารมีเนื่องด้วยหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรครั้งใดก็จะทรงกรวดน้ำลงบนพื้นดิน พระแม่ธรณีจึงนำน้ำเหล่านั้นให้ไหลท่วมเหล่ากองทัพของพญามารจนได้รับความพ่ายแพ้ไป

ทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่กลางภาพ ประกอบด้วยภาพบุคคลขนาดเล็กมากมาย ด้านบนสุดของภาพสันนิษฐานว่าเป็นภาพพระพุทธรูป ซึ่งปัจจุบันได้ถูกกะเทาะหลุดไปแล้ว ถัดลงมาตรงกลางเป็นภาพสตรีจับมวยผม ขนาบข้างด้วยภาพบุคคลขี่ม้า ด้านล่างติดกับขอบทับหลังเป็นรูปหน้ากาล มือทั้งสองข้างจับขาสิงห์ ที่ปากสิงห์ทั้งสองตัวคายท่อนพวงมาลัยออกมา ท่อนพวงมาลัยถูกกดทับด้วยลายกระหนกในตำแหน่งเสี้ยว ด้านบนและด้านล่างของท่อนพวงมาลัยตกแต่งด้วยลายกระหนกปลายแหลม จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ภาพเล่าเรื่องที่อยู่กลางภาพซึ่งประกอบไปด้วยภาพพระพุทธรูป ถัดลงมาตรงกลางเป็นภาพสตรีบีบมวยผมน่าจะหมายถึงพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยให้น้ำท่วมกองทัพของพญามารซึ่งสลักเป็นรูปบุคคลขี่ม้าอยู่ขนาบข้าง ภาพดังกล่าวนี้จึงแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์พุทธประวัติตอนมารผจญเมื่อกองทัพพญามารได้บุกเข้ามา พระพุทธเจ้าจึงทรงให้พระแม่ธรณีเป็นพยานถึงการสั่งสมบุญบารมีเนื่องด้วยหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรครั้งใดก็จะทรงกรวดน้ำลงบนพื้นดิน พระแม่ธรณีจึงนำน้ำเหล่านั้นให้ไหลท่วมเหล่ากองทัพของพญามารจนได้รับความพ่ายแพ้ไป

ประติมากรรมรูปม้าด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานนี้ เป็นม้าที่อยู่ในอาการยกขาก้าวย่าง รอบๆ ตัว มีรูปบุคคลเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก ในการกำหนดนั้น จากรูปแบบโดยรวมของปราสาทนาคพันสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ประติมากรรมรูปม้าที่มีรูปบุคคลเกาะอยู่เป็นจำนวนมากนี้ น่าจะหมายถึง ม้าพลาหะ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่กำลังว่ายน้ำช่วยผู้คนจากเรือแตกอยู่ โดยการออกแบบของช่างได้สัมพันธ์กับการที่ม้าอยู่ภายในบ่อน้ำด้วย ลักษณะการหันหน้าของม้ามีผู้กล่าวว่า แต่เดิมม้าน่าจะหันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก ไม่ได้หันหน้าเข้าหาปราสาทประธานอย่างในปัจจุบัน โดยอาจจะเกิดขึ้นจากการบูรณะปราสาทในยุคหลังมานี้เอง

ภายในโคปุระด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน มีรูปใบหน้าของมนุษย์อ้าปากอยู่ภายในใบหน้าประดับด้วยกระบังหน้า ที่ขอบด้านบนของกระบังหน้าสลักเป็นแถวรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก และมีตุ้มหูเป็นพู่ห้อย จากรูปแบบดังกล่าวน่าจะมีอายุอยู่ในศิลปะบายน ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ใบหน้ามนุษย์อ้าปากที่อยู่ภายในซุ้มด้านทิศตะวันออกนี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่อยู่ประจำทิศทั้งสี่รอบปราสาทประธาน ซึ่งประกอบไปด้วย เศียรช้างทางด้านทิศเหนือ เศียรม้าทางด้านทิศตะวันตก และเศียรสิงห์ทางด้านทิศใต้ ทั้งหมดนี้อยู่ในอาการอ้าปากเพื่อคายน้ำออกมา ซึ่งสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นว่าแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณปราสาทนี้ก็คือสระอโนดาต

หมวดหมู่ศิลปะขอม

กลุ่มปราสาทขอม

เลือกสถานที่

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะขอม

คำค้น ศิลปะขอม

ANGKOR WAT BAKHENG BANTEAY SREI BAPUON BAYON EAST MEBON KHLEANG LOLEI PRASAT BEI PRASAT KRAVAN PREAH KO PRE RUP ROLUOS TA PROHM กัมพูชา ขุนนางเป็นผู้ให้สร้าง ทวารบาล ทับหลัง ปราสาทกระวาน ปราสาทตาพรหม ปราสาทนครวัด ปราสาทบนฐานเป็นชั้น ปราสาทบริวาร ปราสาทบันทายสรี ปราสาทบายน ปราสาทบาแค็ง ปราสาทประจำมุม ปราสาทประธาน ปราสาทพระโค ปราสาทหิน ปราสาทอิฐ ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 พระเจ้าราเชนทรวรมัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 พุทธศตวรรษที่ 15 พุทธศตวรรษที่ 16 พุทธศตวรรษที่ 17 พุทธศตวรรษที่ 18 มหิธรวรมัน ศิลปะคลัง ศิลปะนครวัด ศิลปะบันทายสรี ศิลปะบาปวน ศิลปะบายน ศิลปะบาแค็ง ศิลปะพระโค ศิลปะแปรรูป ศูนย์กลางจักรวาล หน้าบัน หริหราลัย เขาพระสุเมรุ เทพประจำทิศ เสาประดับกรอบประตู โลเลย ไวษณพนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

16441983
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
209741
0
209741
16232077
209741
0
16441983
Server Time: 18-09-2021 01:52:56