Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

กรอบหน้าบันด้านล่างมีลักษณะเป็นกรอบแบบโค้งเข้าโค้งออก ส่วนปลายเป็นลายมกรคายสิงห์ ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือเป็นการออกแบบปลายกรอบหน้าบันให้มีความหลากหลายโดยนิยมในศิลปะบันทายสรี ภายในหน้าบันมีภาพเล่าเรื่องสลักเต็มพื้นที่ ด้านล่างของภาพมีรูปบุคคลมี 10 เศียร 20 กร อยู่ในอาการแบก และ ทรงกระบังหน้า กรองศอ พาหุรัด ทรงผ้านุ่งสั้น มีริ้วทั้งผืน เข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ที่ด้านหลังมีชายผ้าคลี่ออกเป็นแผ่นครึ่งวงกลมด้านหน้าผ้านุ่งมีชายผ้ารูปสมอเรือตกลงมาซ้อนกัน 2 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นรูปฐานที่ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 7 ชั้น ฐานชั้นล่างเป็นรูปสัตว์นานาชนิด ถัดขึ้นไปเป็นรูปกลุ่มครึ่งคนครึ่งสัตว์ ชั้นที่ 3 เป็นรูปเหล่าฤๅษี ทั้งหมดนี้อยู่ในอาการตกใจ ด้านบนของภาพมีรูปบุคคลประทับนั่งอยู่บนฐานชั้นบนสุด มีรูปสตรีประทับนั่งอยู่บนพระเพลา ฉากด้านหลังเป็นรูปต้นไม้ บุคคลต่างๆ ทรงนุ่งผ้าแบบสมพศสั้น ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นแผ่นวงโค้งขนาดใหญ่ จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 บุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร ซึ่งหมายถึงทศกัณฐ์ อยู่ในท่าทางกำลังยกเขา ซึ่งสลักแทนด้วยส่วนฐานซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ด้านบนมีรูปบุคคลประทับนั่งอย่างสงบ พระบาทข้างขวาแตะลงมาที่ฐานด้านล่าง สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระศิวะ ส่วนสตรีที่ประทับนั่งบนพระเพลาของพระศิวะนี้เชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระอุมา ภาพประกอบอื่นๆ เป็นรูปสัตว์และผู้คนอยู่ในอาการแตกตื่น จากลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส ซึ่งเหตุการณ์นี้มีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่ทศกัณฐ์เสร็จจากสงครามรบกับพระกุเวร ได้ผ่านมาทางเขาไกรลาส ด้วยความที่เขาไกรลาสมีธรรมชาติที่งดงาม ทศกัณฐ์จึงอยากสร้างวิมานของตน แต่ก็ถูกนันทิเกศวรเข้ามาห้ามไว้ ทศกัณฐ์โกรธมากจึงเข้าไปเขย่าเขาไกรลาส แต่พระศิวะได้ใช้เพียงนิ้วพระบาทเหยียบกดลงไป เขาไกรลาสก็ตั้งสงบดังเดิมและกดทับร่างทศกัณฐ์ไว้ ต่อมาทศกัณฐ์ได้บำเพ็ญเพียรต่อพระศิวะมาอย่างยาวนาน จนในท้ายที่สุดทศกัณฐ์ก็ได้รับพรและอาวุธจากพระศิวะ

กรอบหน้าบันด้านล่างมีลักษณะเป็นกรอบแบบโค้งเข้าโค้งออก ส่วนปลายเป็นลายมกรคายสิงห์ ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือเป็นการออกแบบปลายกรอบหน้าบันให้มีความหลากหลายโดยนิยมในศิลปะบันทายสรี บริเวณใบระกาประดับกรอบหน้าบันมีการบากเป็นร่องสี่เหลี่ยมเพื่อไว้สำหรับประกอบกับงานเครื่องไม้ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นกรอบหน้าบันแบบหน้าจั่ว ภายในกรอบหน้าบันชั้นล่างมีภาพสลักอยู่ภายในกรอบรูปสามเหลี่ยม ด้านบนของภาพสลักเป็นรูปสตรีประทับนั่งขนาบข้างด้วยช้าง 2 ตัว ใช้งวงชูหม้อน้ำอยู่ ถัดลงมาด้านล่างตรงกลางมีภาพครุฑ มือทั้งสองข้างจับท่อนพวงมาลัย ท่อนพวงมาลัยยกขึ้นจากขอบด้านล่างก่อนจะตกลงที่ด้านข้าง ปลายทั้งสองสลักเป็นรูปกระหนกม้วนออกและสิงห์ ใต้ท่อนพวงมาลัยสลักเป็นลายใบไม้ม้วนสลับกับอุบะ จากลักษณะดังกล่าวคล้ายกับการนำรูปแบบของทับหลังขึ้นมาสลักบนกรอบหน้าบันด้วย รูปแบบดังกล่าวนี้สามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 รูปสตรีประทับนั่งขนาบข้างด้วยช้าง 2 ตัว ใช้งวงชูหม้อน้ำที่อยู่ภายในกรอบหน้าบันนั้น หมายถึงภาพคชลักษมี ซี่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์
ภายในหน้าบันมีภาพเล่าเรื่องสลักเต็มพื้นที่ โดยตรงกลางมีภาพของวานร 2 ตัวกำลังต่อสู้กันอยู่ ทางด้านซ้ายของภาพมีกลุ่มวานรอยู่ในอาการตกใจ ส่วนทางด้านขวาของภาพ มีรูปบุคคลกำลังแผลงศรมาทางวานร ด้านข้างติดกับกรอบหน้าบันมีภาพบุคคลนั่งอยู่ ในมือถือลูกศรและคันธนู ลักษณะการแต่งกาย วานรที่อยู่กลางภาพทรงสวมกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมประดับด้วยแผ่นสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทรงนุ่งผ้าแบบสมพศสั้น มีริ้วทั้งผืน ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นแผ่นวงโค้งขนาดใหญ่ และมีชายผ้ายาวตกลงมาจนถึงระดับพื้น ส่วนการแต่งกายของบุคคลทางด้านขวาของภาพ ทรงผมเป็นแบบชฎามกุฎ เกล้าขึ้นไปเป็นทรงกระบอก ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้นคล้ายกับกลุ่มวานร จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ภาพวานรที่กำลังต่อสู้กันอยู่กลางภาพนี้ เป็นภาพของพาลีรบกับสุครีพ ส่วนรูปบุคคลด้านมุมขวาของภาพ อยู่ในอาการแผลงศรนั้น ก็คือ พระรามที่แผลงศรใส่พาลี โดยมีพระลักษมณ์นั่งอยู่ด้านข้าง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สุครีพถูกพาลีขับไล่ออกจากเมือง ต่อมาสุครีพได้มาพบกับพระรามจึงมีข้อเสนอว่า ถ้าช่วยตนปราบพาลี จะนำทัพวานรไปช่วยตามนางสีดา พระรามจึงให้สุครีพไปท้ารบกับพาลี ในขณะที่พญาวานรทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น พระรามก็ได้แผลงศรเพื่อปราบพาลี

ทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่กลางภาพด้านล่างของภาพมีปลายท่อนพวงมาลัยม้วนหันหลังชนกัน ส่วนปลายอีกข้างยกตัวขึ้นและตกลงที่ด้านข้างของทับหลัง ปลายทั้งสองข้างเป็นลายกระหนกม้วนออก บริวเวณเสี้ยวของท่อนพวงมาลัยมีรูปหน้ากาลคาบอยู่ หน้ากาลนี้คายท่อนพวงมาลัยตกลงมาด้านล่าง ปลายแตกออกเป็นลายกระหนก จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 16 บนทับหลังนี้มีภาพบุคคลอยู่ในท่าทางฉีกร่างคนออกเป็น 2 ส่วน ภาพดังกล่าวนี้สันนิษฐานว่า เป็นภาพพระกฤษณะปราบพระยากงส์ โดยบุคคลที่อยู่ด้านบนคือพระกฤษณะซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ ส่วนบุคคลที่ถูกฉีกร่างก็น่าจะเป็นพระยากงส์ เรื่องราวดัวกล่าวเกิดขึ้นจากการที่พระยากงส์ได้วางแผนสังหารพระกฤษณะจนในที่สุด พระกฤษณะก็สามารถปราบพระยากงส์ได้

ปราสาทบันทายสรี มีกลุ่มปราสาทประธานทั้งหมด 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก องค์ปราสาทเรียงตัวกันในแนวเหนือใต้ ปราสาทองค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุดและมีการทำมณฑปยื่นออกไปด้านหน้า องค์ปราสาทก่อด้วยหินทรายทั้งหลัง ฐานรองรับกลุ่มปราสาทประธานเป็นฐานบัว 1 ฐาน ที่ด้านทิศตะวันตกนี้มีบันไดทางขึ้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกับปราสาทประธาน และมีทวารบาลนั่งเฝ้าอยู่ ลักษณะแผนผังของปราสาทแต่ละหลังอยู่ในผังเพิ่มมุม มีประตูเข้าออกเฉพาะด้านทิศตะวันออก ส่วนด้านอื่นๆ เป็นประตูหลอก ส่วนยอดเป็นแบบเรือนซ้อนชั้น ตามลักษณะอาคารทรงปราสาท ที่มุมประธานมีปราสาทจำลองประดับอยู่ จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ลักษณะของการสร้างอาคารที่มีส่วนยอดแบบเรือนซ้อนชั้นหรือทรงปราสาทนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ภายใน เนื่องจากส่วนยอดลักษณะดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงฐานันดรชั้นสูง

หมวดหมู่ศิลปะขอม

กลุ่มปราสาทขอม

เลือกสถานที่

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะขอม

คำค้น ศิลปะขอม

ANGKOR WAT BAKHENG BANTEAY SREI BAPUON BAYON EAST MEBON KHLEANG LOLEI PRASAT BEI PRASAT KRAVAN PREAH KO PRE RUP ROLUOS TA PROHM กัมพูชา ขุนนางเป็นผู้ให้สร้าง ทวารบาล ทับหลัง ปราสาทกระวาน ปราสาทตาพรหม ปราสาทนครวัด ปราสาทบนฐานเป็นชั้น ปราสาทบริวาร ปราสาทบันทายสรี ปราสาทบายน ปราสาทบาแค็ง ปราสาทประจำมุม ปราสาทประธาน ปราสาทพระโค ปราสาทหิน ปราสาทอิฐ ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 พระเจ้าราเชนทรวรมัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 พุทธศตวรรษที่ 15 พุทธศตวรรษที่ 16 พุทธศตวรรษที่ 17 พุทธศตวรรษที่ 18 มหิธรวรมัน ศิลปะคลัง ศิลปะนครวัด ศิลปะบันทายสรี ศิลปะบาปวน ศิลปะบายน ศิลปะบาแค็ง ศิลปะพระโค ศิลปะแปรรูป ศูนย์กลางจักรวาล หน้าบัน หริหราลัย เขาพระสุเมรุ เทพประจำทิศ เสาประดับกรอบประตู โลเลย ไวษณพนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

16441957
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
209715
0
209715
16232077
209715
0
16441957
Server Time: 18-09-2021 01:24:43