Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ทวารบาลสตรี หรือ เทวสตรี นี้ สลักจากหินทราย มีลักษณะเป็นรูปสตรียืนอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว ปลายกรอบเป็นรูปนาคที่แต่ละเศียรประดับลายกระหนก เหนือขึ้นไปเป็นชั้นหลังคาทรงปราสาท ส่วนยอดด้านบนสุดมีนภศูล ทวารบาลสตรีนี้มีพระพักตร์หักบิ่น ทรงกระบังหน้าเป็นแถบขนาดเล็กทรงกรองศอเป็นแผงขนาดใหญ่ประดับพู่ห้อยโดยรอบ พระหัตถ์ขวาหักชำรุดพระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัว ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้านุ่งยาว แบบมีริ้วทั้งผืน ขอบผ้านุ่งด้านบนมีการเว้าโค้งลงมามาก และด้านหน้ายังมีชายผ้าเป็นรูปหางปลาจากรูปแบบงานศิลปกรรมที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17 การที่ทวารบาลสลักจากหินทราย ยืนภายในซุ้มเรือนแก้ว เหนือขึ้นไปเป็นชั้นหลังคาทรงปราสาทนั้น เสมือนกับว่าทวารบาลได้ประดิษฐานอยู่ภายในปราสาทด้วยเช่นกัน จากภาพสลักแสดงให้เห็นถึงลักษณะส่วนยอดของปราสาทที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ครบถ้วนในสมัยนครวัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเรือนซ้อนชั้น การประดับนาคปัก กลีบขนุน และส่วนยอดที่ยังมีหลักฐานการประดับนภศูลอยู่ ซึ่งปราสาทในปัจจุบันไม่หลงเหลือหลักฐานให้ศึกษาแล้ว

ปราสาทประธานนั้นมีแผนผังแบบเพิ่มมุมหันหน้าไปทางทิศตะวันออก องค์ปราสาทมีส่วนฐานซ้อนกัน 2 ชั้น ทำบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ตัวเรือนธาตุมีรูปนางอัปสร มีประตูเข้าออกอยู่ทางทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ส่วนด้านที่เหลือเป็นประตูหลอก ส่วนยอดเป็นแบบเรือนซ้อนชั้น ตามลักษณะอาคารทรงปราสาท ที่มุมประธานมีนาคปักประดับอยู่ทำให้รูปทรงหลังคาเป็นทรงพุ่ม จากรูปแบบดังกล่าวจึงกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ปราสาทประธานนี้ น่าจะสร้างขึ้นตามคติศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุ ลักษณะของการสร้างอาคารที่มีส่วนยอดแบบเรือนซ้อนชั้นหรือทรงปราสาทนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ภายใน เนื่องจากส่วนยอดลักษณะดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงฐานันดรชั้นสูง

ปราสาทประธานของปราสาทบากองเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนฐานเป็นชั้น ฐานแต่ละชั้นก่อด้วยหินทรายมีทั้งหมด 5 ชั้น มีการทำบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้าน ที่พนักบันไดแต่ละชั้นมีประติมากรรมรูปสิงห์ประดับอยู่บนฐานชั้นที่ 4 มีปราสาทบริวารขนาดเล็กสร้างจากหินทรายตั้งอยู่โดยรอบ ทั้งหมดนี้คงเป็นงานที่สร้างขึ้นในศิลปะพระโค ราวครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 15 ส่วนปราสาทประธานนั้นมีแผนผังแบบเพิ่มมุม ตัวเรือนธาตุมีรูปนางอัปสร ส่วนยอดเป็นแบบเรือนซ้อนชั้น ตามลักษณะอาคารทรงปราสาท ที่มุมประธานมีนาคปักประดับอยู่ จากรูปแบบดังกล่าวจึงกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ปราสาทประธานนี้ น่าจะสร้างขึ้นตามคติศูนย์กลางจักรวาล หรือเขาพระสุเมรุ

        พระพุทธรูปนาคปรก สลักขึ้นจากหินทราย ปัจจุบันเหลือเพียงส่วนองค์พระและขนดนาคเท่านั้น ส่วนเศียรนาคและพระเศียรพระพุทธรูปหักหายไปแล้ว พระพุทธรูปไม่มีการครองจีวร สังเกตได้จากระหว่างพระกรกับพระวรกายเจาะเป็นช่องโปร่ง พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางสมาธิ พระชงฆ์เป็นสันคม ประทับอยู่บนขนดนาคที่สอบลงมาเป็นรูปสามเหลี่ยม จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะนครวัด หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 17

ปัจจุบันองค์พระพุทธรูปนาคปรกนี้ประดิษฐานอยู่บนฐานประดิษฐานรูปเคารพที่มีท่อโสมสูตร ซึ่งน่าจะเป็นการนำมาวางไว้ในสมัยหลัง และการพบชิ้นส่วนของพระพุทธรูปจำนวนมากภายในปราสาทนครวัดนี้ คงเป็นการนำมาเก็บรวบรวมไว้หลังจากที่มีการนิยมนับถือศาสนาพุทธเถรวาทและเปลี่ยนปราสาทนครวัดให้เป็นพุทธศาสนสถานแล้ว

พระพุทธรูปหิน ประทับยืนตรง ในปัจจุบันคงได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยการนำชิ้นส่วนที่แตกหักมาประกอบและปั้นปูนเพิ่มเติมจนสมบูรณ์ จากลักษณะที่ปรากฏส่วนพระเศียร พระหัตถ์ทั้งสองข้างที่แสดงปางประทานอภัยคงเป็นงานซ่อมแซมใหม่ ทรงครองจีวรแบบห่มคลุมเรียบ มีชายจีวรตกลงมาจากพระกร ชายจีวรด้านหน้าตกลงมาเป็นรูปตัว U ถัดลงมาด้านล่างมีชายผ้าทับซ้อนกันเป็นริ้วๆ ระหว่างข้อพระกรมีแผ่นหินเชื่อมต่อกัน จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะก่อนเมืองพระนคร หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 12-15

 

ประติมากรรมรูปเคารพ 8 กร ประทับยืนอยู่ภายในโคปุระ จากสภาพในปัจจุบันมีการบูรณะซ่อมแซมรวมทั้งนำขิ้นส่วนที่แตกหักมาประกอบใหม่ มีพระพักตร์สี่เหลี่ยม ทรงชฎามกุฎทรงกระบอก พระพักตร์สี่เหลี่ยม ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้นอยู่ระดับครึ่งพระอูรุ ทรงเข็มขัดเป็นแถบกว้าง ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นรูปหางปลาตกลงมาระดับขอบผ้านุ่งต้นพระเพลามีขนาดใหญ่และเป็นสัน ด้านหลังบริเวณส้นพระบาทมีแท่งหินตั้งสูงขึ้นมาเพื่อช่วยไม่ให้ประติมากรรมล้มลงมาได้เนื่องจากส่วนข้อพระบาทนั้นเป็นบริเวณที่แตกหักได้ง่าย จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบายนหรือในราวพุทธศตวรรษที่ 18แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าอาจจะเป็นงานในสมัยนักองค์จัน ราวพุทธศตวรรษที่ 21 เนื่องจากส่วนสูงของรูปเคารพเกินระดับเพดาน

ประติมากรรมรูปเคารพ 8 กร นี้ เป็นประติมากรรมที่นำเข้ามาประดิษฐานในสมัยหลังจากที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สวรรคตแล้ว เนื่องจากมีรูปแบบอยู่ในศิลปะบายนหรือในราวพุทธศตวรรษที่ 18 สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แต่เนื่องจากที่ชฎามกุฎไม่ปรากฏรูปของพระธยานิพุทธอมิตาภะ จึงทำให้อาจเป็นเทพหรือพระโพธิสัตว์องค์อื่นก็เป็นได้

นางอัปสรที่สลักอยู่บนผนังของโคปุระด้านทิศตะวันตกนี้ มีพระพักตร์สี่เหลี่ยม ทรงกระบังหน้า ด้านบนมีศิราภรณ์ประดับด้วยช่อดอกไม้ 5 แถว กุณฑลเป็นพู่ห้อยขนาดใหญ่ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นถือดอกไม้ ทรงผ้านุ่งยาว มีชายผ้าผาดข้อพระกรขวาเป็นชายผ้ารูปสามเหลี่ยมทับซ้อนกัน ส่วนทางด้านซ้ายมีชายผ้ารูปสามเหลี่ยมชักออกมายาวจรดพื้น ทรงเข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ประดับพู่ห้อยโดยรอบ จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะนครวัด ราวช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 17

นางอัปสรนี้เกิดขึ้นจากการกวนเกษียรสมุทร โดยเป็นเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระวิษณุ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จากแต่เดิมนั้น ผนังของอาคารมักสลักเป็นภาพทวารบาลทั้งบุรุษและสตรี แต่เมื่อมีการสร้างปราสาทนครวัดถวายให้กับพระวิษณุจึงเปลี่ยนมาเป็นภาพนางอัปสรแทน

บุคคลขนาดใหญ่ที่อยู่กลางภาพ ประทับนั่งใต้ฉัตร และมีเครื่องสูงประกอบ พระเศียรทรงกระบังหน้า และกิรีฏมงกุฎซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ทรงกรองศอประดับพู่ห้อย พาหุรัด สังวาลไขว้กันเป็นรูปกากบาท ทรงผ้านุ่งสั้น เข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ประดับพู่ห้อย ประกอบกับมีรูปบุคคลที่ประดับนั่งอยู่ด้านข้างก็ทรงกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นรูปกรวยแหลม ทรงกรองศอ พาหุรัด ทรงผ้านุ่งสั้น มีชายผ้าสามเหลี่ยมชักออกมาด้านข้าง ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17

บุคคลที่ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลา พระหัตถ์ขวาทรงถือสิ่งของคล้ายกระบอง น่าจะหมายถึงจิตตคุปต์ ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ด้านหลังก็น่าจะเป็นธรรมะ ทั้งสององค์นี้คือผู้ช่วยของพระยมที่กำลังพิพากษาคนตายว่าใครประกอบกรรมดีหรือชั่วมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะส่งตัวไปสวรรค์และนรก นอกจากนี้ที่ด้านหน้าของจิตตคุปต์ยังแสดงด้วยรูปบุคคลขนาดเล็ก ร่างกายซูบผอม น่าจะเป็นคนตายที่รอการพิพากษาความดีและชั่ว

ด้านล่างของภาพมีรูปบุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร อยู่ในอาการแบก และแยกพระบาทออกทั้งสองข้าง ทรงกระบังหน้า กรองศอ พาหุรัด ทรงสังวาลไขว้เป็นรูปกากบาท ทรงผ้านุ่งสั้น เข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ประดับพู่ห้อย ผ้านุ่งมีชายผ้าสามเหลี่ยมชักออกมาด้านข้าง จากลักษณะดังกล่าวเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะนครวัด ถัดขึ้นไปเป็นรูปต้นไม้ รูปบุคคลและสัตว์ต่างๆ มากมาย ด้านบนของภาพมีรูปบุคคลประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวาทรงถือสร้อยประคำ ทรงกระบังหน้า กุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอเป็นแผงขนาดใหญ่ และทรงสังวาล ด้านบนของภาพมีเหล่านางอัปสรเหาะอยู่เป็นจำนวนมาก เครื่องศิราภรณ์ของนางอัปสรเป็นช่อดอกไม้ 3 ช่อ ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวกำหนดอายุอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17

บุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร หมายถึงทศกัณฐ์ อยู่ในท่าทางกำลังยกเขา ซึ่งสลักแทนด้วยภาพต้นไม้ ด้านบนมีรูปบุคคลประทับนั่งอย่างสงบ ทรงถือสร้อยประคำ และมีสายสังวาล สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระศิวะ ส่วนทางด้านขวาของพระศิวะมีรูปสตรีประทับนั่งอยู่ด้านข้าง เชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระอุมา ภาพสลักที่ประกอบอื่นๆ เป็นรูปสัตว์และผู้คนอยู่ในอาการแตกตื่น จากลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส ซึ่งเหตุการณ์นี้มีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่ทศกัณฐ์เสร็จจากสงครามรบกับพระกุเวร ได้ผ่านมาทางเขาไกรลาส ด้วยความที่เขาไกรลาสมีธรรมชาติที่งดงาม ทศกัณฐ์จึงอยากสร้างวิมานของตน แต่ก็ถูกนันทิเกศวรเข้ามาห้ามไว้ ทศกัณฐ์โกรธมากจึงเข้าไปเขย่าเขาไกรลาส พระศิวะห้ามโดยใช้นิ้วพระบาทเหยียบกดลงไป เขาไกรลาสก็ตั้งสงบดังเดิมและกดทับร่างทศกัณฐ์ไว้ ต่อมาทศกัณฐ์ได้บำเพ็ญเพียรต่อพระศิวะมาอย่างยาวนาน จนในท้ายที่สุดทศกัณฐ์ก็ได้รับพรและอาวุธจากพระศิวะ

ตรงกลางภาพด้านล่างสลักเป็นรูปเต่า ด้านซ้ายและขวามีรูปชิ้นส่วนสัตว์น้ำทั้งปลาและจระเข้จำนวนมาก ถัดขึ้นไปเป็นรูปเขาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนกระดองเต่า ด้านหน้าของเขามีรูปบุคคล 4 กร พระหัตถ์คู่หน้าจับยุดลำตัวนาค พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือกระบอง พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือจักร พระเศียรทรงกระบังหน้า ชฎามงกุฎเป็นทรงกระบอก ทรงกรองศอ พาหุรัด ผ้านุ่งมีการชักชายผ้าเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยมทบซ้อนกัน ส่วนอีกชายผ้านั้นเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งลักษณะการนุ่งผ้าแบบนี้นิยมในสมัยนครวัด ทางด้านซ้ายของภาพมีรูปอสูรกำลังยุดนาค ส่วนเศียรยักษ์ทรงกระบังหน้า นุ่งผ้านุ่งสั้นและมีชายเป็นแผ่นรูปสามเหลี่ยมทบซ้อนกันทิ้งตกลงมาจรดพื้น ทางด้านขวาของภาพมีภาพเทวดายุดนาค เทวดาทรงกระบัง รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลม  กุณฑลเป็นพู่ห้อย ทรงผ้านุ่งสั้นเช่นเดียวกับอสูร ด้านหลังของภาพมีเหล่านางอัปสรเหาะอยู่เป็นจำนวนมาก เครื่องศิราภรณ์ของนางอัปสรเป็นช่อดอกไม้ 3 ช่อ ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวกำหนดอายุอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17

        ภาพดังกล่าวเป็นภาพการกวนเกษียรสมุทร เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา จากภาพที่ปรากฏกลางภาพด้านล่างปรากฏรูปเต่าซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ (กูรมาวตาร) ใฃ้กระดองรองรับภูเขามันทระที่ใช้เป็นไม้กวน บนตัวเสามีรูปบุคคลมี 4 กร มือคู่หน้าจับยึดลำตัวนาค มือคู่หลังทรงถือกระบองและจักร บุคคลนี้น่าจะหมายถึงพระวิษณุที่ปรากฏในรูปบุคคลด้วย บนตัวเสายังมีนาคพันเสาอยู่ นาคตัวนี้คือนาควาสุกรี ส่วนหัวและหางมีรูปแถวบุคคลกำลังยุด โดยทางด้านซ้ายปรากฏเป็นรูปอสูรถัดไปน่จะเป็นส่วนเศียร และทางด้านขวาของภาพมีรูปเทวดายุดอยู่ถัดออกไปน่าจะเป็นส่วนหางนาค นอกจากนี้ภาพด้านหลังยังสลักภาพนางอัปสรซึ่งเกิดขึ้นจากการกวนเกษียรสมุทรอีกด้วย

หมวดหมู่ศิลปะขอม

กลุ่มปราสาทขอม

เลือกสถานที่

plg_search_content_improved
Search - Categories
Search - Contacts
Search - Content
Search - Newsfeeds
Search - Weblinks
Search - K2

เกี่ยวกับผู้เขียน

บทความศิลปะขอม

คำค้น ศิลปะขอม

ANGKOR WAT BAKHENG BANTEAY SREI BAPUON BAYON EAST MEBON KHLEANG LOLEI PRASAT BEI PRASAT KRAVAN PREAH KO PRE RUP ROLUOS TA PROHM กัมพูชา ขุนนางเป็นผู้ให้สร้าง ทวารบาล ทับหลัง ปราสาทกระวาน ปราสาทตาพรหม ปราสาทนครวัด ปราสาทบนฐานเป็นชั้น ปราสาทบริวาร ปราสาทบันทายสรี ปราสาทบายน ปราสาทบาแค็ง ปราสาทประจำมุม ปราสาทประธาน ปราสาทพระโค ปราสาทหิน ปราสาทอิฐ ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 พระเจ้าราเชนทรวรมัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 พุทธศตวรรษที่ 15 พุทธศตวรรษที่ 16 พุทธศตวรรษที่ 17 พุทธศตวรรษที่ 18 มหิธรวรมัน ศิลปะคลัง ศิลปะนครวัด ศิลปะบันทายสรี ศิลปะบาปวน ศิลปะบายน ศิลปะบาแค็ง ศิลปะพระโค ศิลปะแปรรูป ศูนย์กลางจักรวาล หน้าบัน หริหราลัย เขาพระสุเมรุ เทพประจำทิศ เสาประดับกรอบประตู โลเลย ไวษณพนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

16441976
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
209734
0
209734
16232077
209734
0
16441976
Server Time: 18-09-2021 01:49:52