Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ปราสาทวัดภูได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของประเทศลาว ปราสาทวัดภูเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย ที่สถาปนาขึ้นบนเขาภู หรือ เขาควาย ในจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ซุย กล่าวว่า บนยอดเขามีทหาร 1,000 คน ใกล้ราชธานีมีภูเขาชื่อ “หลิงเจียโปโพ” และมีเทพเจ้าชื่อ “โพโตลิ” น่าจะหมายถึง ภัทเรศวร ศ.ยอร์ซ เซเดส์สันนิษฐานว่า หลิงเจียโปโพน่าจะหมายถึงลิงคบรรพตที่ปราสาทวัดภู ปราสาทประธานประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งมีการทำให้น้ำจากธรรมชาติไหลผ่านศิวลึงค์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ และปราสาทประธานยังมีการสร้างซ้อนทับหลายสมัย พบว่าปราสาทหลังเดิมก่อด้วยอิฐเป็นห้องสี่เหลี่ยม ยังไม่ใช้ระบบการเพิ่มมุม มีเสาติดผนัง มีลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยสมโบร์ไพรกุก มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ดังนั้นปราสาทวัดภูอาจเป็นปราสาทในรุ่นเก่าที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนแถบนี้ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยโบราณวัตถุสถานในสมัยเมืองพระนคร คือ สมัยบาปวน พบทับหลัง และภาพสลักหน้าบัน และซุ้มปีกนกเป็นเรื่องราวของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เช่น รามาวตาร กูรมาวตาร เป็นต้น สมัยนครวัด มีการพบการแต่งกายบุคคลที่มีเครื่องทรงแบบนครวัด สมัยบายน พบทวารบาล ซึ่งมีอายุอยู่ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 อันแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ขยายมาถึงบริเวณปราสาทวัดภู และมีการปรับเปลี่ยนเทวสถานให้กลายเป็นพุทธสถานอีกด้วย

โคนนทิที่ด้านหน้าปราสาทประธานเป็นประติมากรรมลอยตัว มีทั้งหมด 3 ตัว แต่ละตัวอยู่ในอาการนอนหมอบอยู่หน้าบันไดทางขึ้นปราสาทและหันหน้าไปทางปราสาทด้วย โคนนทินี้ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมเตี้ยๆ ลำตัวอวบอ้วน สวมปลอกคอมีลักษณะคล้ายสร้อยลูกกระพรวน จากลักษณะโดยทั่วไปนี้เองมีความเหมือนจริงตามธรรมชาติอย่างมาก สามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะพระโค ราวครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 15 ประติมากรรมรูปโคด้านหน้าบันไดทางขึ้นปราสาทนี้ น่าจะหมายถึง โคนนทิ สัตว์พาหนะของพระศิวะ เนื่องจากปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามความ

กรอบหน้าบันด้านล่างมีลักษณะเป็นกรอบแบบโค้งเข้าโค้งออก ส่วนปลายเป็นลายมกรคายสิงห์ ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือเป็นการออกแบบปลายกรอบหน้าบันให้มีความหลากหลายโดยนิยมในศิลปะบันทายสรี ภายในหน้าบันมีภาพเล่าเรื่องสลักเต็มพื้นที่ ด้านล่างของภาพมีรูปบุคคลมี 10 เศียร 20 กร อยู่ในอาการแบก และ ทรงกระบังหน้า กรองศอ พาหุรัด ทรงผ้านุ่งสั้น มีริ้วทั้งผืน เข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ที่ด้านหลังมีชายผ้าคลี่ออกเป็นแผ่นครึ่งวงกลมด้านหน้าผ้านุ่งมีชายผ้ารูปสมอเรือตกลงมาซ้อนกัน 2 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นรูปฐานที่ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 7 ชั้น ฐานชั้นล่างเป็นรูปสัตว์นานาชนิด ถัดขึ้นไปเป็นรูปกลุ่มครึ่งคนครึ่งสัตว์ ชั้นที่ 3 เป็นรูปเหล่าฤๅษี ทั้งหมดนี้อยู่ในอาการตกใจ ด้านบนของภาพมีรูปบุคคลประทับนั่งอยู่บนฐานชั้นบนสุด มีรูปสตรีประทับนั่งอยู่บนพระเพลา ฉากด้านหลังเป็นรูปต้นไม้ บุคคลต่างๆ ทรงนุ่งผ้าแบบสมพศสั้น ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นแผ่นวงโค้งขนาดใหญ่ จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 บุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร ซึ่งหมายถึงทศกัณฐ์ อยู่ในท่าทางกำลังยกเขา ซึ่งสลักแทนด้วยส่วนฐานซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ด้านบนมีรูปบุคคลประทับนั่งอย่างสงบ พระบาทข้างขวาแตะลงมาที่ฐานด้านล่าง สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระศิวะ ส่วนสตรีที่ประทับนั่งบนพระเพลาของพระศิวะนี้เชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระอุมา ภาพประกอบอื่นๆ เป็นรูปสัตว์และผู้คนอยู่ในอาการแตกตื่น จากลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส ซึ่งเหตุการณ์นี้มีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่ทศกัณฐ์เสร็จจากสงครามรบกับพระกุเวร ได้ผ่านมาทางเขาไกรลาส ด้วยความที่เขาไกรลาสมีธรรมชาติที่งดงาม ทศกัณฐ์จึงอยากสร้างวิมานของตน แต่ก็ถูกนันทิเกศวรเข้ามาห้ามไว้ ทศกัณฐ์โกรธมากจึงเข้าไปเขย่าเขาไกรลาส แต่พระศิวะได้ใช้เพียงนิ้วพระบาทเหยียบกดลงไป เขาไกรลาสก็ตั้งสงบดังเดิมและกดทับร่างทศกัณฐ์ไว้ ต่อมาทศกัณฐ์ได้บำเพ็ญเพียรต่อพระศิวะมาอย่างยาวนาน จนในท้ายที่สุดทศกัณฐ์ก็ได้รับพรและอาวุธจากพระศิวะ

กลุ่มปราสาทประธานของปราสาทบาแค็ง เป็นกลุ่มปราสาทประธานที่ตั้งอยู่บนฐานเป็นชั้น แกนกลางของฐานคือยอดเขาพนมบาแค็ง ที่ได้รับการสกัดจนมีรูปเป็นขั้นบันได การที่แกนกลางเป็นยอดเขาธรรมชาตินี้ ทำให้สามารถสร้างกลุ่มปราสาทประธาน 5 หลัง ด้วยหินทรายได้ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนน่าอย่างปราสาทบากองที่มีปราสาทประธานเพียงหลังเดียว นอกจากนี้บนฐานชั้นต่างๆ ยังมีปราสาทบริวารก่อด้วยหินทรายมีจำนวนถึง 60 หลัง ปราสาทบริวารนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำให้มีปราสาทบริวารบางด้านหันหน้ามาทางส่วนฐาน จากรูปแบบดังกล่าวจึงกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบาแค็ง ช่วงครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 15

กลุ่มปราสาทประธาน 5 หลังนี้ น่าจะสร้างขึ้นตามคติศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทที่ตั้งอยู่ตรงกลางหมายถึงเขาพระสุเมรุ ส่วนปราสาทอีก 4 หลังที่ตั้งอยู่ที่มุมของฐานนั้นน่าจะหมายถึงทวีปทั้ง 4 ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ นอกจากนี้ยังอาจมีความหมายถึงเขาไกรลาสซึ่งเป็นที่ประทับของพระศิวะด้วย เนื่องจากศาสนาสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย

ด้านล่างของภาพมีรูปบุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร อยู่ในอาการแบก และแยกพระบาทออกทั้งสองข้าง ทรงกระบังหน้า กรองศอ พาหุรัด ทรงสังวาลไขว้เป็นรูปกากบาท ทรงผ้านุ่งสั้น เข็มขัดเป็นแผงขนาดใหญ่ประดับพู่ห้อย ผ้านุ่งมีชายผ้าสามเหลี่ยมชักออกมาด้านข้าง จากลักษณะดังกล่าวเป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะนครวัด ถัดขึ้นไปเป็นรูปต้นไม้ รูปบุคคลและสัตว์ต่างๆ มากมาย ด้านบนของภาพมีรูปบุคคลประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวาทรงถือสร้อยประคำ ทรงกระบังหน้า กุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอเป็นแผงขนาดใหญ่ และทรงสังวาล ด้านบนของภาพมีเหล่านางอัปสรเหาะอยู่เป็นจำนวนมาก เครื่องศิราภรณ์ของนางอัปสรเป็นช่อดอกไม้ 3 ช่อ ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวกำหนดอายุอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17

บุคคลที่ด้านล่างของภาพมี 10 เศียร 20 กร หมายถึงทศกัณฐ์ อยู่ในท่าทางกำลังยกเขา ซึ่งสลักแทนด้วยภาพต้นไม้ ด้านบนมีรูปบุคคลประทับนั่งอย่างสงบ ทรงถือสร้อยประคำ และมีสายสังวาล สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระศิวะ ส่วนทางด้านขวาของพระศิวะมีรูปสตรีประทับนั่งอยู่ด้านข้าง เชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระอุมา ภาพสลักที่ประกอบอื่นๆ เป็นรูปสัตว์และผู้คนอยู่ในอาการแตกตื่น จากลักษณะดังกล่าวสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนทศกัณฐ์โยกเขาไกรลาส ซึ่งเหตุการณ์นี้มีเรื่องเล่าว่า หลังจากที่ทศกัณฐ์เสร็จจากสงครามรบกับพระกุเวร ได้ผ่านมาทางเขาไกรลาส ด้วยความที่เขาไกรลาสมีธรรมชาติที่งดงาม ทศกัณฐ์จึงอยากสร้างวิมานของตน แต่ก็ถูกนันทิเกศวรเข้ามาห้ามไว้ ทศกัณฐ์โกรธมากจึงเข้าไปเขย่าเขาไกรลาส พระศิวะห้ามโดยใช้นิ้วพระบาทเหยียบกดลงไป เขาไกรลาสก็ตั้งสงบดังเดิมและกดทับร่างทศกัณฐ์ไว้ ต่อมาทศกัณฐ์ได้บำเพ็ญเพียรต่อพระศิวะมาอย่างยาวนาน จนในท้ายที่สุดทศกัณฐ์ก็ได้รับพรและอาวุธจากพระศิวะ

ฐานไพทีเตี้ยๆของจันทิกิดาลประดับเรื่องพญาครุฑ โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ พญาครุฑกำลังแบกมารดาของนาค ครุฑกำลังแบกเหล่านาค และพญาครุฑแบกน้ำอมฤต (ตามที่ปรากฏในภาพ)การสลักเรื่องพญาครุฑนี้มีความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณผู้ตายให้ได้รับโมกษะ (การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ) เนื่องจากน้ำอมฤต เป็นสัญลักษณ์ของความไม่ตาย

 

 

 

ฐานไพทีเตี้ยๆของจันทิกิดาลประดับเรื่องพญาครุฑ โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ พญาครุฑกำลังแบกมารดาของนาค ครุฑกำลังแบกเหล่านาค (ตามที่ปรากฏในภาพ)และพญาครุฑแบกน้ำอมฤต การสลักเรื่องพญาครุฑนี้มีความเชื่อว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณผู้ตายให้ได้รับโมกษะ (การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ) เนื่องจากน้ำอมฤต เป็นสัญลักษณ์ของความไม่ตาย

รายละเอียดเรือนธาตุของจันทิกิดาล ซึ่งเหนือประตูกลางปรากฏหน้ากาลที่มีลักษณะดุร้ายตามแบบศิลปะชวาภาคตะวันออก กล่าวคือ เป็นหน้ากาลที่มีปากล่าง มีเขี้ยวยื่นออกมา มีเขาและมีมือที่ชูนิ้วขึ้นในท่าขู่ (ดรรชนีมุทรา)  หน้ากาลที่ด้านบนสุดของประตูใหญ่นั้น ย่อมเป็นรูปแบบที่สืบทอดมาจากการประดับซุ้มกาล-มกรครอบซุ้มประตูในศิลปะชวาภาคกลางนั่นเอง อย่างไรก็ตาม มกรนั้นได้หายไปเหลือแต่เพียงหน้ากาลในระยะนี้

เรือนธาตุยังปรากฏ “เส้นรัดอก” รัดกลางเรือนธาตุซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะชวาภาคตะวันออก รัดอกนี้แท้จริงแล้วก็คือเส้นคาดเรือนธาตุสองชั้นที่สืบมาตั้งแต่ศิลปะชวาภาคกลางตอนปลายส่วนซุ้มจระนำขนาดเล็กทั้งสองที่ขนาบข้างประตูนั้น คงได้แก่ซุ้มทวารบาลของพระศิวะ อันได้แก่นันทิเกศวรและมหากาล

จันทิกิดาล (CandiKidal) เป็นสถานที่ฝังพระอัฐิของพระเจ้าอนุษบดีแห่งราชวงศ์สิงหาส่าหรี พระเจ้าอนุษบดีสวรรคตใน พ.ศ.1791 เนื่องจากการสวรรคตกับพิธีศราทธ์ที่อุทิศเทวาลัยน้ำต้องห่างกัน 12 ปีเสมอ เทวาลัยหลังนี้จึงควรสร้างเสร็จใน พ.ศ. 1803

เทวาลัยประกอบด้วยฐานสามชั้นซึ่งปรากฏภาพสลักเล่าเรื่องพญาครุฑ ถัดขึ้นมาเป็นเรือนธาตุซึ่งมีขนาดเล็กตามแบบชวาภาคตะวันออก ด้านหน้าปรากฏประตูและซุ้มจระนำสำหรับทวารบาล ส่วนยอดด้านบนเป็นชั้นวิมานที่ประกอบด้วยหน้ากระดานคู่สลับกับเรือนธาตุจำลองที่ประดับด้วยอาคารจำลองจำนวนห้าหลังเรียงกัน

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

12276612
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
481821
0
481821
11794626
481821
820857
12276612
Server Time: 17-07-2019 10:18:43