Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

นัตลองจอง แปลว่า วัดที่ประดิษฐานนัต (ผี หรือเทวดาของพม่า) ศาสนสถานแห่งนี้ถือเป็นวิหารแห่งเดียวในพุกามที่มีความเกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย จากจารึกที่พบที่มยิงกาบาทางทิศใต้ของวัด เขียนด้วยภาษาทมิฬ กล่าวว่า ชาวมาลัยมันดะลัมได้สร้างลานด้านหน้า(ฐานไพที) และประตูทางเข้า (ทิศตะวันออก) เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 วิหารหลังนี้มีผังเป็รูปสี่เหลี่ยม ผนังสูง ปัจจุบันด้านบนด้านบนต่อเติมเป็นเจดีย์ทรงศิขระ ด้านหน้าทางทิศตะวันออกเคยมีมุขยื่นออกมา แต่ในปัจจุบันพังทลายเหลือแต่พื้น ด้านในตรงกลางก่อทึบเพื่อรองรับน้ำหนักศิขระ สามารถเดินประทักษิณได้โดยรอบ บริเวณผนังแกนกลางแต่เดิมมีรูปและเรื่องราวเกี่ยวกับพระวิษณุ และเทพเจ้าในศาสนาฮินดูองค์ต่างๆ บริเวณผนังด้านนอกประดับภาพสลักหินแสดงถึงอวตารสิบปางของพระวิษณุ นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังอยู่ในเทวาลัย แต่ได้ลบเลือนไปเกือบหมด ปัจจุบันได้มีการปั้นเทวรูปพระวิษณุขึ้นมาใหม่เป็นฝีมือแบบชาวบ้าน

กลุ่มอสูรยุดนาค เรียงต่อกันเป็นแถว มีลักษณะโดยทั่วไปคือ พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม ดูดุร้าย พระเนตรเบิกกว้าง มองตรง พระขนงโค้งยกสูง พระนาสิกใหญ่พระกรรณยาว ทรงกระบังหน้า ประดับด้วยแถวลายแบ่งเป็นชั้นๆ แถวลายชั้นล่างสุดเป็นแถวเรียบ ถัดขึ้นไปเป็นแถวลายกลีบบัว แถวลายวงกลม แถวด้านบนสุดเป็นลายกรอบรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อกันเป็นแถว รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมตกแต่งด้วยแถวลายกลีบบัว ทรงกุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอพาหุรัดและทองพระกรตกแต่งเป็นลายรูปดอกไม้กลม พระวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า พระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างจับลำตัวนาคอยู่ ประทับยืนแบบย่อพระชานุ ลักษณะบุคคลและการแต่งกายเช่นนี้จัดอยู่ในศิลปะแบบบายนราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มอสูรกำลังยุดนาคซึ่งเป็นภาพในเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนเศียรนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่ จากในภาพนี้จึงเป็นกลุ่มของอสูรที่กำลังยุดนาควาสุกรี นอกจากนี้แถวของเหล่าอสูรยังมีหน้าที่เป็นราวสะพานอีกด้วย

กลุ่มเทวดายุดนาค เรียงต่อกันเป็นแถวตรง มีลักษณะโดยทั่วไปคือ พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม พระเนตรเบิกกว้าง มองตรง พระกรรณยาว ทรงกระบังหน้า ประดับด้วยแถวลายแบ่งเป็นชั้นๆ แถวลายชั้นล่างสุดเป็นแถวเรียบ ถัดขึ้นไปเป็นแถวลายกลีบบัว แถวลายวงกลม แถวด้านบนสุดเป็นลายกรอบรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อกันเป็นแถว รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมตกแต่งเป็นแถวลายกลีบบัว ทรงกุณฑลเป็นพู่ห้อย กรองศอพาหุรัดและทองพระกรตกแต่งเป็นลายรูปดอกไม้กลม พระวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า พระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างจับลำตัวนาคอยู่ ประทับยืนแบบย่อพระชานุ ลักษณะบุคคลและการแต่งกายเช่นนี้จัดอยู่ในศิลปะแบบบายนราวพุทธศตวรรษที่ 18

ภาพดังกล่าวเป็นภาพของกลุ่มเทวดากำลังยุดนาคซึ่งเป็นภาพในเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนหัวนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่ จากในภาพนี้จึงเป็นกลุ่มเทวดาที่กำลังยุดนาควาสุกรี นอกจากนี้แถวของเหล่าเทวดายังมีหน้าที่เป็นราวสะพานอีกด้วย

ซุ้มประตูทางเข้าเมืองนครธมนี้ ก่อด้วยหินทรายแบบสันเหลื่อม (Corbelled arch) ส่วนแนวกำแพงก่อด้วยศิลาแลง ที่ด้านข้างของกรอบซุ้มประตูมีรูปช้างสามเศียร ถัดขึ้นไปด้านบนเป็นรูปเหล่าเทวดาและนางอัปสราพนมมือ ส่วนยอดมีลักษณะเป็นรูปใบหน้าบุคคล 4 ด้าน กรอบกระบังหน้าประดับด้วยลายดอกไม้ ด้านบนสุดยังคงรักษาระเบียบของยอดปราสาทแบบเรือนซ้อนชั้นอยู่ ลักษณะดังกล่าวถือเป็นลักษณะพิเศษที่นิยมตกแต่งส่วนยอดปราสาทในศิลปะบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18

ด้านหน้าของซุ้มประตูมีแถวเทวดาและอสูรอยู่ในอาการยุดนาคซึ่งนิยมในศิลปะบายนเช่นกัน ลักษณะส่วนยอดปราสาทที่เป็นรูปบุคคลทั้ง 4 ด้าน นี้ มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวคิดไว้ว่าน่าจะหมายถึงพระโพธิสัตว์สมันตมุข ผู้คุ้มครองดูแลเมืองนครธมทั้ง 4 ทิศ หรืออาจจะเป็นพระพักตร์ของพรหมสุนัตกุมาร ซึ่งเป็นเทวดาในศาสนาพุทธ หรือบางท่านก็ได้เสนอว่าน่าจะหมายถึงท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ก็เป็นได้ ด้านหน้าของซุ้มประตูมีแถวเทวดาและแถวอสูรกำลังยุดนาค ซึ่งลักษณะดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ตอนการกวนเกษียรสมุทร หรือกูรมาวตาร อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ลงมาเป็นเต่า ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากพระอินทร์และเหล่าเทวดาถูกฤๅษีสาปให้เสื่อมฤทธิ์ เมื่อทำการสู้กับอสูรครั้งใดต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง พวกเทวดาจึงออกอุบายชักชวนให้อสูรมาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤต และฤทธิ์จะได้กลับคืนมา โดยมีนาควาสุกีเป็นเชือกและมีภูเขามันทระเป็นแกน ส่วนเศียรนาคจะมีเหล่าอสูรยุด ส่วนหางนั้นมีเหล่าเทวดายุดอยู่

ทับหลังสลักมีภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่ส่วนครึ่งบนของภาพ เป็นรูปบุคคลมีเศียรเป็นม้า ส่วนด้านล่างเป็นลายกระหนกในกรอบรูปสามเหลี่ยมปลายชี้ลงด้านล่าง ท่อนพวงมาลัยมีขนาดเล็ก ปลายท่อนพวงมาลัยทั้งสองข้างเป็นลายกระหนกม้วนออก ด้านบนเป็นรูปบุคคลอยู่ในท่ายืน ที่ด้านบนและด้านล่างของท่อนพวงมาลัย เป็นลายใบไม้ม้วน แทรกด้วยลายรูปบุคคลขนาดเล็กและหงส์ ระหว่างลายใบไม้ม้วนด้านล่างสลับด้วยลายอุบะ จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะแปรรูป ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 รูปบุคคลกลางภาพมีเศียรเป็นม้า พระหัตถ์ทั้งสองข้างจับผมของคนที่อยู่ด้านข้าง น่าจะหมายถึง วัชชีมุขหรือหัยครีวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอวตารของ

ภาพสลักรูปบุคคลภายในปราสาทองค์ทิศเหนือสุด เป็นรูปสตรีมี 1 เศียร ทรงกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นแนววงแหวนประดับแผ่นรูปสามเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นเป็นรูปกรวย มี 4 กรทรงถือสิ่งของต่างๆ เช่น ตรีศูล จักร ทรงผ้านุ่งยาวจนถึงข้อพระบาท ผ้านุ่งมีริ้วทั้งผืน ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นรูปวงโค้งขนาดใหญ่ ใต้แผ่นวงโค้งมีชายเข็มขัดเป็นแถบขนาดใหญ่ที่ด้านซ้ายและขวาของรูปสตรีตรงกลางมีรูปบุคคลขนาดเล็กนั่งพนมมืออยู่ รูปสลักทั้งหมดนี้อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วประดับพู่ห้อย จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะเกาะแกร์ ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เนื่องด้วยปราสาทกระวานสร้างขึ้นในไวษณพนิกาย จึงปรากฏภาพเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ จากในภาพนี้เป็นรูปสตรีมี 1 เศียร 4 กร ทรงถือสิ่งของต่างๆ เช่น ตรีศูล จักร สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงพระลักษมี พระชายาของพระวิษณุ

ทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่กลางภาพ สภาพในปัจจุบันชำรุดเสียหายมาก ปรากฏเพียงเค้าโครงให้พอสังเกตได้ว่าเป็นรูปสตรีประทับนั่งขัดสมาธิราบบนดอกบัว ด้านข้างทั้งสองมีรูปช้างชูงวงขึ้น ท่อนพวงมาลัยยกตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตกไปที่ด้านข้าง ส่วนปลายของท่อนพวงมาลัยเป็นรูปครุฑ ที่มุมด้านล่างของทับหลังทั้งสองข้างสลักเป็นรูปบัลลังก์ ระหว่างบัลลังก์ทำเป็นแถวลายกลีบบัว ใต้ท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้ม้วนสลับกับลายอุบะ และมีการแทรกลายรูปครุฑขนาดเล็ก ส่วนขอบด้านบนของทับหลังสลักเป็นแถวรูปบุคคลครึ่งท่อนพนมมืออยู่ จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบาแค็ง ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เสาประดับกรอบประตูเป็นเสาแปดเหลี่ยม สัดส่วนของแนววงแหวนที่ 1/2 มีขนาดใหญ่กว่า 1/4 ซึ่งไล่ลำดับอย่างชัดเจน ที่ด้านแต่ละด้านของแนววงแหวน 1/2 และ 1/4 นี้ มีลายใบไม้สามเหลี่ยมเต็มใบขนาดใหญ่ 1 ใบ ขนาบข้างด้วยลายใบไม้สามเหลี่ยมครึ่งใบ 2 ใบ สามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะเกาะแกร์ ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เนื่องด้วยปราสาทกระวานสร้างขึ้นในไวษณพนิกาย จึงปรากฏภาพเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ รูปคชลักษมีบนทับหลังสอดคล้องกับรูปพระลักษมีที่สลักภายในปราสาทด้วย

ทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่กลางภาพ เป็นรูปพระวิษณุทรงครุฑสภาพในปัจจุบันน่าจะยังสลักไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงทำให้ลวดลายบางช่วงไม่ชัดเจนนัก เช่น พระวิษณุทรงครุฑก็ปรากฏเพียงเค้าโครงให้พอสังเกตได้ โดยมีลักษณะเป็นรูปบุคคล 4 กร ทรงกระบังหน้า พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร ประทับนั่งอยู่บนครุฑ พระหัตถ์ของครุฑทั้งสองข้างยุดนาคอยู่ ท่อนพวงมาลัยยกตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตกไปที่ด้านข้าง ส่วนปลายของท่อนพวงมาลัยเป็นลายกระหนกม้วนออก ที่ใต้ท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้ม้วนสลับกับลายอุบะ ที่มุมด้านล่างของทับหลังทั้งสองข้างมีโกลนเป็นรูปสี่เหลี่ยมยื่นออกมาด้านหน้า ส่วนขอบด้านบนของทับหลังสลักเป็นแถวรูปบุคคลครึ่งท่อนพนมมืออยู่ จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะบาแค็งราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เนื่องด้วยปราสาทกระวานสร้างขึ้นในไวษณพนิกาย จึงปรากฏภาพเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ เช่น รูปพระวิษณุทรงครุฑบนทับหลังชิ้นนี้

ภาพสลักรูปบุคคลขนาดใหญ่ภายในปราสาทประธานด้านทิศใต้ เป็นรูปบุคคลมี 1 เศียร ทรงกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นแนววงแหวนซ้อนลดหลั่นเป็นรูปกรวย มี 4 กร ที่พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือกระบอง พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้นระดับพระชานุ ผ้านุ่งมีริ้วทั้งผืน ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นรูปวงโค้งขนาดใหญ่ ใต้แผ่นวงโค้งมีชายเข็มขัดเป็นแถบขนาดใหญ่ ถัดลงมามีชายสมอเรือซ้อนกัน 2 ชั้น พระบาทข้างขวาทรงประทับอยู่บนดอกบัวที่มีรูปสตรีมารองรับ ส่วนพระบาทข้างซ้ายประทับอยู่บนฐาน ที่ด้านซ้ายของรูปบุคคลตรงกลางมีรูปบุคคลขนาดเล็กนั่งพนมมืออยู่ รูปสลักทั้งหมดนี้อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วประดับพู่ห้อย จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะเกาะแกร์ ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 บุคคลขนาดใหญ่ที่ประทับยืนอยู่ มี 1 เศียร 4 กร ที่พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือก้อนกลมๆ พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือกระบอง พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ น่าจะหมายถึง พระวิษณุ โดยพระวิษณุอยู่ในอาการก้าวย่าง พระบาทข้างขวายกขึ้นก้าวมีสตรีรองรับอยู่ สตรีผู้นี้หมายถึงพระภูมิเทวี (สัญลักษณ์แทนแผ่นดิน) ที่ด้านข้างมีสลักเป็นลายคลื่นน้ำ น่าจะแทนโลกบาดาล ที่ด้านซ้ายของพระวิษณุมีรูปบุคคลขนาดเล็กนั่งพนมมืออยู่น่าจะหมายถึงท้าวพลี จากลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นภาพวิษณุตรีวิกรม หรือพระวิษณุย่าง 3 ขุม ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ ชื่อว่า วามนาวตาร ในอวตารนี้พระวิษณุได้อวตารลงมาเป็นพราหมณ์เตี้ยชื่อวามน เพื่อมาปราบท้าวพลีซึ่งมีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถยกทัพยึดได้ทั้งโลกบาดาล โลกมนุษย์และเทวโลก พราหมณ์เตี้ยได้ออกอุบายจนทำให้ท้าวพลีเชื่อถือและไว้ใจ ในท้ายที่สุดท้าวพลีได้สัญญาจะให้ทุกสิ่งที่พราหมณ์เตี้ยประสงค์ พราหมณ์เตี้ยขอแผ่นดินเพียงสามก้าวซึ่งท้าวพลีก็ยอมตกลง และทำพิธีหลั่งน้ำประทานแก่พราหมณ์เตี้ย พราหมณ์เตี้ยจึงเนรมิตกายให้ใหญ่ขึ้นและก้าวเพียงสามก้าวก็ได้ทั้ง 3 โลก เนื่องด้วยปราสาทกระวานสร้างขึ้นในไวษณพนิกาย จึงปรากฏภาพเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ เช่น รูปพระวิษณุ รูปพระลักษมี เป็นต้น

ภาพสลักรูปบุคคลขนาดใหญ่ภายในปราสาทประธานด้านทิศเหนือ เป็นรูปบุคคลมี 1 เศียร ทรงกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นแนววงแหวนซ้อนลดหลั่นเป็นรูปกรวย มี 4 กร ที่พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือก้อนกลมๆ พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือกระบอง พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้นระดับพระชานุ ผ้านุ่งมีริ้วทั้งผืน ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นรูปวงโค้งขนาดใหญ่ ใต้แผ่นวงโค้งมีชายเข็มขัดเป็นแถบขนาดใหญ่ ประทับนั่งอยู่บนครุฑที่มีลักษณะคล้ายนก ครุฑนี้ประทับยืนอยู่บนฐานยกสูง ที่ด้านข้างทั้งสองมีรูปบุคคลขนาดเล็กนั่งพนมมืออยู่ รูปสลักทั้งหมดนี้อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วประดับพู่ห้อย จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะเกาะแกร์ ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 15 บุคคลขนาดใหญ่ที่ประทับยืนอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว มี 1 เศียร 4 กร ที่พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือก้อนกลมๆ พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือกระบอง พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ ประทับนั่งอยู่บนครุฑ น่าจะหมายถึง พระวิษณุทรงครุฑ เนื่องด้วยปราสาทกระวานสร้างขึ้นในไวษณพนิกาย จึงปรากฏภาพเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระวิษณุ เช่น รูปพระวิษณุ รูปพระลักษมี เป็นต้น

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

13122901
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
438332
0
438332
12684404
438332
889778
13122901
Server Time: 21-09-2019 14:32:41