Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ความเชื่อเรื่องนัตของชาวพม่าเป็นความเชื่อพื้นเมืองที่สืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการรับนับถือพระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่านัต คือ ผีบรรพบุรุษ หรืออีกในหนึ่ง คือเทวดาคล้ายเทพารักษ์ มีหน้าที่ในการคอยคุมครองดูแลสถานที่ โดยมีการตั้งศาลคล้ายศาลเพียงตาตั้งบูชาอยู่ในสถานที่นั้นๆ บุคคลที่ขะได้รับการนับถือเป็นนัตนั้นจะต้องมีสาเหตุการตายที่ไม่ธรรมดา เพราะเชื่อว่าจะมีอิทธิฤทธิ์สูงกว่าผีทั่วไป เมื่อครั้งที่พุทธศาสนาจากเมืองมอญเข้าสู่เมืองพม่าในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ความเชื่อเรื่องนัตได้ถูกผสมผสานเข้ากับพุทธศาสนา นัตถูกยกระดับให้เป็นนัตหลวง โดยพระเจ้าอนิรุทธิ์ได้ทำการตั้งศาลนัตหลวงขึนที่เขาโปปา ซึ่งใกล้กับเมืองพุกาม มีทั้งหมด 37 ตน มีนัตองค์สำคัญ เช่น นัตตัจจา หรือท้าวสักกะ(พระอินทร์) ถือเป็นเจ้าแห่งนัตทั้งปวง นัตพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ เป็นต้น ในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพม่าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวว่านัตมี 39 ตน นอกจากนี้ที่วัดชเวซิกองมีการสร้างนัตที่ทำจากไม้ ขนาดเท่ากับหุ่นกระบอกครบ 37 ตนเพียงแห่งเดียว มัเพียงรูปเดียวที่มีขนาดเท่าคนจริงสวมเครื่องทรงกษัตริย์คือพระอินทร์ผู้เป็นหัวหน้าแห่งนัตทั้งปวง

นัตลองจอง แปลว่า วัดที่ประดิษฐานนัต (ผี หรือเทวดาของพม่า) ศาสนสถานแห่งนี้ถือเป็นวิหารแห่งเดียวในพุกามที่มีความเกี่ยวเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย จากจารึกที่พบที่มยิงกาบาทางทิศใต้ของวัด เขียนด้วยภาษาทมิฬ กล่าวว่า ชาวมาลัยมันดะลัมได้สร้างลานด้านหน้า(ฐานไพที) และประตูทางเข้า (ทิศตะวันออก) เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 วิหารหลังนี้มีผังเป็รูปสี่เหลี่ยม ผนังสูง ปัจจุบันด้านบนด้านบนต่อเติมเป็นเจดีย์ทรงศิขระ ด้านหน้าทางทิศตะวันออกเคยมีมุขยื่นออกมา แต่ในปัจจุบันพังทลายเหลือแต่พื้น ด้านในตรงกลางก่อทึบเพื่อรองรับน้ำหนักศิขระ สามารถเดินประทักษิณได้โดยรอบ บริเวณผนังแกนกลางแต่เดิมมีรูปและเรื่องราวเกี่ยวกับพระวิษณุ และเทพเจ้าในศาสนาฮินดูองค์ต่างๆ บริเวณผนังด้านนอกประดับภาพสลักหินแสดงถึงอวตารสิบปางของพระวิษณุ นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังอยู่ในเทวาลัย แต่ได้ลบเลือนไปเกือบหมด ปัจจุบันได้มีการปั้นเทวรูปพระวิษณุขึ้นมาใหม่เป็นฝีมือแบบชาวบ้าน

ประติมากรรมรูปพระศิวะสวมศิริภรณ์ที่มีตาบขนาดเล็กไม่มีลวดลายซ้อนขึ้นไปหลายชั้น ชายพกผ้านุ่งเป็นรูปสามเหลี่ยม แสดงให้เห็นถึงลักษณะของศิลปะบิญดิ่ญ เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกของเราด้วย ทั้งนี้ในศิลปะจามเราพบประติมากรรมศิวนาฏราชจำนวนมากซึ่งมักแกะสลักประดับหน้าบันศาสนสถาน อาจเกี่ยวข้องกับการนับถือไศวนิกายก็เป็นได้

หน้าบันชิ้นนี้เดิมอยู่ที่ขวงมี่ ปัจจุบันนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามประจำเมืองดานัง จากลักษณะเข็มขัดวงโค้งของประติมากรรมสามารถกำหนดอายุอยู่ในช่วงมิเซิน A1 พระศิวะประทับอยู่บนหลังโคนนทิซึ่งเป็นพาหานะประจำของพระองค์ พระองค์กำลังร่ายรำ ในขณะเดียวกันเล่นวีนาไปด้วย ทั้งนี้เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกด้วย

ขนย้ายมาจากเนิน Buu Chau ที่ตราเกียว กำหนดอายุอยู่ในสมัยมิเซิน A1 โดยดูได้จากลักษณะศิราภรณ์ และลักษณะที่ไม่ค่อยดุร้ายเมื่อเทียบกับทวารบาลสมัยดงเดือง ทวารบาล คือ เทพผู้นำหน้าที่พิทักษ์ศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด โดยมักอยู่หน้าประตูทางเข้า และมีหน้าตาดุร้ายเพื่อทำให้วิญญาณหรือสิ่งชั่วร้ายกลัวเกรง สำหรับในศาสนาฮินดูมีทวารบาลอยู่คู่หนึ่งที่ปรากฏบ่อยๆคือ นนทิศวร และมหากาล โดยนนทิศวรมักแสดงใบหน้าเรียบเฉย ส่วนมหากาลมักแสดงใบหน้าดุร้าย ทวารบาลองค์นี้ปรากฏคู่กันกับทวารบาลภาคปกติซึ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉย ดังนั้นทวารบาลภาคปกติหมายถึงนนทิศวร ส่วนภาคดุร้ายคงหมายถึงมหากาล

หน้าบันชิ้นนี้ถูกขนย้ายจากตราเกียวมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ไซ่ง่อน แต่ต่อมาย้ายมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามประจำเมืองดานัง รูปแบบประติมากรรมสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะมิเซิน A1 อย่างเด่นชัด คือ องค์ประกอบบนพระพักตร์ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนศิลปะดงเดือง และศิราภรณ์ประกอบด้วยตาบขนาดเล็ก 5 ตาบ ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เทวสตรีองค์นี้คือใคร หากพิจารณาจากของถืออันได้แก่ กระบอง จักร์ และสังข์ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า เทวสตรีองค์นี้คือมหิษสุรมรรทนี แต่น่าสังเกตว่าบนหน้าบันขาดองค์ประกอบสำคัญอีกสองประการคือ คันธนู และควาย นอกจากนี้ยังปรากฏนาค 13 เศียรด้วยซึ่งไม่ปรากฏมาก่อนในฉากที่เกี่ยวเนื่องกับมหิษสุรมรรทนี

หน้าบันชิ้นนี้ขนย้ายมาจากพงเล และแกะสลักฉากศิวนาฏราช ลักษณะผ้านุ่งของพระศิวะที่ประกอบด้วยชายพกรูปถุงขนาดเล็กและปลายชายพกยาวจรดพื้น ริ้วผ้าบนปลายชายพกแสดงการทบไปมาแบบซิกแซก ริ้วผ้ามีลักษณะประดิษฐ์ ทำให้กำหนดอายุหน้าบันชิ้นนี้ไว้ในสมัยมิเซิน A1 ภาพกลางหน้าบันแสดงฉากพระศิวะกำลังร่ายรำ หรือที่เรียกว่าศิวนาฏราช เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกของเราด้วย ซ้ายและขวาของพระศิวะของเหล่านาคโดยสังเกตได้จากท่อนล่างของพระวรกายเป็นเกล็ด

หน้าบันชิ้นนี้ค้นพบที่หมู่บ้าน Bich La ในจังหวัดควงตรี (Quang Tri) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเว้ ลักษณะของประติมากรรมบนหน้าบันแสดงถึงรูปแบบของศิลปะมิเซิน A1 โดยสังเกตได้จากเส้นโครงร่างพระวรกาย และพระกรที่ดูออนช้อย และชายพกผ้านุ่งยาวจรดพื้น อย่างไรก็ดีลักษณะบางอย่างแสดงให้เห็นว่าช่างยังรักษารูปแบบของศิลปะดงเดืองบางประการไว้คือ พระพักตรของพระพุทธรูปที่มีพระขนางยาวต่อกันเป็นปีกกา พระโอษฐ์หนาแบะ และมีพระมัสสุ ภาพกลางหน้าบันแสดงฉากพระศิวะกำลังร่ายรำ หรือที่เรียกว่าศิวนาฏราช เชื่อกันว่าพระศิวะเป็นบรมครูในการเต้นระบำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย ทั้งนี้นาฏยศาสตร์อินเดียได้กล่าวถึงท่ารำ 108 ท่า โดยเชื่อกันว่าพระศิวะทรงเต้นทั้งหมด และยังมีความเชื่ออีกว่าการเต้นรำของพระศิวะมีผลต่อโลกด้วย

เดิมประดิษฐานอยู่ในปราสาทมิเซินE1 เพื่อรองรับศิวลึงค์ขนาดใหญ่ ลักษณะกรอบซุ้มจระนำที่โค้ง ประดับด้วยดอกไม้โดยปล่อยพื้นหลังว่างเปล่าแสดงถึงเอกลักษณ์ของสมัยมิเซินE1 นอกจากนี้ลายประจำยามก้ามปูที่ประดับตามขอบพนักบันได และขอบฐานก็เป็นลักษณะเด่นของยุคสมัยนี้ด้วย งานแกะสลักประดับฐานแสดงให้เห็นถึงการจำลองเขาไกรลาศ บนยอดเขาคือ ที่ประทับของพระศิวะซึ่งในที่นี้แทนโดยศิวลึงค์ บนภูเขาดังกล่าวมีนักพรตฤาษีจำนวนมากอาศัยอยู่ตามถ้ำและต้นไม้ ซึ่งช่างแสดงผ่านภาพฤาษีในแสดงอิริยาบถต่างๆที่ประดับรอบฐาน เช่น ฤาษีกำลังถือวีณา ฤาษีเป่าขลุ่ย ฤาษีกับนกแก้ว และฤาษีถือคัมภีร์เป็นต้น

เดิมประดับอยู่บนซุ้มประตูทางเข้าของปราสาทมิเซินE1 กรอบซุ้มหน้าบันที่โค้ง กรอบหน้าบันประดับด้วยดอกไม้โดยปล่อยพื้นหลังว่างเปล่าคือลักษณะของหน้าบันในสมัยมิเซินE1 กลางหน้าบันแกะสลักภาพพระวิษณุกำลังบรรทมอยู่บนเศษนาคในมหาสมุทรหลังจากโลกได้ถูกทำลายล้างลง ระหว่างนั้นมีดอกบัวได้ผุดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์ พระพรหมซึ่งประทับอยู่ภายในดอกบัวดังกล่าวทำการสร้างโลก ทางซ้ายและขวาของหน้าบันประดับด้วยครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระวิษณุ ลักษณะเด่นของพระวิษณุสังเกตได้จากการสวมกิรีฏมกุฎหรือศิราภรณ์ทรงกระบอก พระพรหมแทนด้วยภาพบุคคลที่มีพระเกศาทรงชฎามกุฎและประทับอยู่บนดอกบัว ส่วนครุฑแสดงในรูปครึ่งคนครึ่งนกและกำลังจับนาคซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของครุฑ

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

13144986
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
460417
0
460417
12684404
460417
889778
13144986
Server Time: 23-09-2019 11:06:21