Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

บนผนังของโคปุระที่ปราสาทบาปวนนี้นิยมการสลักภาพเล่าเรื่องต่างๆ อยู่ภายในช่องรูปสี่เหลี่ยม ทั้งรูปสัตว์นานาชนิด มหาภารตะ และเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า อันเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยบาปวนเป็นต้นมา ตัวอย่างดังภาพเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องรามายณะ โดยช่องที่ 2 นับจากด้านล่างปรากฏรูปบุคคล 2 คน ล่มนอน มีงูรัดพันตัวอยู่ โดยรอบมีเหล่าวานรอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจถัดขึ้นมามีภาพคนยิงธนู ครุฑและสัตว์ประเภทต่างๆ ช่องต่อมามีรูปบุคคลกับครุฑอยู่ในท่านั่ง ถัดมามีภาพบุคคล 2 คน อยู่ภายในอาคาร ด้านล่างมีแถวรูปหงส์ ส่วนช่องชั้นบนสุดมีรูปบุคคล 2 คนในท่ายืน มีคนหนึ่งกำลังยื่นสิ่งของให้กับวานร จากลักษณะบุคคลที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า บุคคลในภาพมีลักษณะพระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม ทรงกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นรูปกรวยแหลมทรงผ้านุ่งสั้นแบบสมพศสั้นขึ้นมาเหนือเข่า เข็มขัดเป็นแถบใหญ่ ด้านหลังมีชายผ้าขนาดใหญ่ จากรูปแบบดังกล่าวสันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบในช่วงศิลปะบาปวนตอนปลาย หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ภาพทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องรามายณะ ภาพด้านบนสุดที่มีภาพวานรกำลังมอบสิ่งของให้กับบุคคลที่ยืนอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพตอนที่หนุมานนำแหวนจากนางสีดามาถวายแก่พระราม โดยวานรที่ถวายของน่าจะเป็นหนุมาน ส่วนบุคคลที่กำลังรับสิ่งของคือพระราม มีบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังคือพระลักษมณ์ ถัดลงมาเป็นภาพสลักตอนพระราม พระลักษมณ์ถูกศรนาคบาศ มีรูปพระลักษมณ์และพระรามกำลังถูกศรนาคบาศมัดอยู่ มีพลวานรรายล้อม ถัดขึ้นไปด้านบนมีรูปพญาครุฑที่กำลังบินลงมาช่วยขับไล่นาค ช่องด้านบนมีภาพอาคารขนาดใหญ่ ภายในมีรูปผู้หญิงอยู่ 2 คน ที่ด้านล่างของฐานมีรูปแถวหงส์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพนางสีดาประทับอยู่ภายในบุกษกเพื่อมาดูการรบของพระราม ภาพตอนนี้เกิดขึ้นเมื่อพระรามและพระลักษมณ์ถูกศรนาคบาศของอินทรชิตแล้ว ทศกัณฐ์ได้ให้นางตรีชฎาพานางสีดาประทับบนบุกษกเพื่อเหาะมาดูร่างของพระรามและพระลักษมณ์บริเวณสนามรบ เมื่อนางสีดาเห็นก็เกิดความเสียใจอย่างมาก นางตรีชฎาจึงทูลว่าหากพระรามและพระลักษมณ์สิ้นพระชนม์จริง บุกษกที่ลอยอยู่นี้ก็คงไม่สามารถลอยอยู่ได้ เมื่อได้ยินดังนั้นนางสีดาจึงคายความโศกเศร้าและเสด็จกลับกรุงลงกา

ภายในหน้าบันมีภาพเล่าเรื่องสลักเต็มพื้นที่ โดยตรงกลางมีภาพของวานร 2 ตัวกำลังต่อสู้กันอยู่ ทางด้านซ้ายของภาพมีกลุ่มวานรอยู่ในอาการตกใจ ส่วนทางด้านขวาของภาพ มีรูปบุคคลกำลังแผลงศรมาทางวานร ด้านข้างติดกับกรอบหน้าบันมีภาพบุคคลนั่งอยู่ ในมือถือลูกศรและคันธนู ลักษณะการแต่งกาย วานรที่อยู่กลางภาพทรงสวมกระบังหน้า รัดเกล้าเป็นทรงกรวยแหลมประดับด้วยแผ่นสามเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทรงนุ่งผ้าแบบสมพศสั้น มีริ้วทั้งผืน ด้านหน้ามีชายผ้าเป็นแผ่นวงโค้งขนาดใหญ่ และมีชายผ้ายาวตกลงมาจนถึงระดับพื้น ส่วนการแต่งกายของบุคคลทางด้านขวาของภาพ ทรงผมเป็นแบบชฎามกุฎ เกล้าขึ้นไปเป็นทรงกระบอก ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้นคล้ายกับกลุ่มวานร จากรูปแบบที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุว่าน่าจะอยู่ในศิลปะบันทายสรี ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ภาพวานรที่กำลังต่อสู้กันอยู่กลางภาพนี้ เป็นภาพของพาลีรบกับสุครีพ ส่วนรูปบุคคลด้านมุมขวาของภาพ อยู่ในอาการแผลงศรนั้น ก็คือ พระรามที่แผลงศรใส่พาลี โดยมีพระลักษมณ์นั่งอยู่ด้านข้าง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สุครีพถูกพาลีขับไล่ออกจากเมือง ต่อมาสุครีพได้มาพบกับพระรามจึงมีข้อเสนอว่า ถ้าช่วยตนปราบพาลี จะนำทัพวานรไปช่วยตามนางสีดา พระรามจึงให้สุครีพไปท้ารบกับพาลี ในขณะที่พญาวานรทั้งสองกำลังต่อสู้กันอยู่นั้น พระรามก็ได้แผลงศรเพื่อปราบพาลี

ทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่อยู่กลางภาพ ประกอบด้วยบุคคลขนาดเล็กมากมาย ด้านบนสุดของภาพมีรูปบุคคลขนาดใหญ่ มี 1 เศียร ทรงกระบังหน้า กิรีฏมกุฎเป็นทรงกระบอก กุณฑลเป็นพู่ห้อยปลายแหลม ทรงกรองศอเป็นแผงขนาดใหญ่ ทรงสังวาลไขว้กันเป็นรูปกากบาทมีพระกร 4 กร ที่พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือก้อนกลม พระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือกระบอง พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ ทรงผ้านุ่งแบบสมพศสั้น ประทับนั่งอยู่บนครุฑ ส่วนอีกคนหนึ่งมี 10 เศียร 20 กร ประทับอยู่บนราชยาน ด้านหน้ามีสิงห์เป็นสัตว์ลากราชยาน ถัดลงมาด้านล่างมีรูปบุคคลในท่ามหาราชลีลา ด้านข้างมีรูปสตรีประทับนั่งบนพระเพลา ด้านล่างมีสิงห์แบก ท่อนพวงมาลัยยกตัวขึ้นจากขอบด้านล่างและมีท่อนพวงมาลัยอีกพวงหนึ่งมาพันเกี่ยวไว้ ท่อนพวงมาลัยมีการแบ่งเสี้ยวด้วยภาพบุคคลถือคันศรทรงช้าง ปลายทั้งสองข้างของท่อนพวงมาลัยสลักเป็นรูปบุคคล 4 กร ประทับอยู่บนครุฑ ด้านบนและด้านล่างของท่อนพวงมาลัยตกแต่งด้วยลายกระหนกปลายแหลม จากลักษณะดังกล่าวสามารถกำหนดอายุอยู่ในศิลปะนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 17

ภาพเล่าเรื่องที่อยู่กลางภาพแสดงถึงเรื่องรามายณะตอนพระรามรบกับทศกัณฐ์ โดยภาพบุคคลมี 4 กร ทรงถือก้อนดิน กระบอง จักร และสังข์ และประทับเหนือครุฑนั้น หมายถึง พระรามที่ช่างแสดงออกด้วยการสลักเป็นภาพพระวิษณุแทน ส่วนบุคคลที่อยู่ด้านข้างมี 10 เศียร 20 กร ประทับอยู่บนราชยาน ก็น่าจะหมายถึง ทศกัณฐ์ ถัดลงมาด้านล่างเป็นรูปของบุคคลในท่ามหาราชลีลา ด้านข้างมีรูปสตรีประทับนั่งบนพระเพลานั้นอาจจะหมายถึงพระรามกับนางสีดาก็เป็นได้

ฐานชั้นล่างของจันทิปะนะตะรันสลักภาพเล่าเรื่อรามายณะ โดยภาพนี้เล่าเรื่องตอนพระรามประทับพร้อมด้ยพระลักษมณืและเหล่าพลลิง โปรดสังเกตว่าภาพเล่าเรื่องในศิลปะชวาภาคตะวันออกมักถมพื้นที่ว่างให้เต็มไปด้วยลวดลาย เช่น ลายเมฆหรือลายพันธุ์พฤกษา ส่วนตัวละครนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังตะลุงชวา (วาหยังกุลิด) มากทั้งเครื่องแต่งตัวซึ่งมีการทำทรงผมแบบก้ามปูและการหันข้าง

ฐานชั้นล่างของจันทิปะนะตะรันสลักภาพเล่าเรื่อรามายณะ โดยภาพนี้เล่าเรื่องตอนหนุมานและเหล่าฝูงลิงกำลังช่วยกันแบกหินเพื่อจองถนนไปสู่เกาะลังกา โปรดสังเกตว่าภาพเล่าเรื่องในศิลปะชวาภาคตะวันออกมักถมพื้นที่ว่างให้เต็มไปด้วยลวดลาย เช่น ลายเมฆหรือลายพันธุ์พฤกษา

ฐานชั้นล่างของจันทิปะนะตะรันสลักภาพเล่าเรื่องรามายณะ โดยภาพนี้เล่าเรื่องตอนหนุมานเผากรุงลงกาหลังจากที่ได้ถวายแหวนแก่นางสีดา ทางซ้ายมือของผุ้ชมจะเห็นหนุมานกำลังไต่อยู่บนหลังคาของอาคารที่กำลังไหม้ไฟ

จันทิปะนะตะรันสร้างขึ้นบนฐานเป็นชั้นเช่นเดียวกับจันทิจาโก อันแสดงให้เห็นคติเขาพระสุเมรุที่นี่ปรากฏฐานสามชั้น ชั้นล่างสลักภาพเล่าเรื่องรามายณะ ฐานชั้นที่สองสลักเรื่องพระกฤษณะ ส่วนฐานชั้นบนสลักเป็นรูปสิงห์สลับกับนาคด้านบนสันนิษฐานว่าคงเคยมีอาคารเครื่องไม้ที่มีหลังคาทรงเมรุมาก่อน

ด้านบนฐานประทักษิณจันทิประธานทั้งสามของจันทิปรัมบะนันจะพบภาพเรื่องในศาสนาอินดูที่พนักระเบียงของลานประทักษิณ ทั้งนี้ เทวาลัยหลังพระศิวะและพระพรหมปรากฏเล่าเรื่องรามายณะ ส่วนเทวาลัยพระวิษณุเล่าเรื่องพระกฤษณะ

ภาพเล่าเรื่องเริ่มต้นจากทางซ้ายของประตูด้านทิศตะวันออกแล้ววนขวาไปรอบเทวาลัย ที่เทวาลัยพระศิวะ เรื่องราวปรากฏตั้งแต่ตอนการอวตารของพระวิษณุลงมาเป็นพระราม นางศูรปนขาถูกตัดหูตัดจมูก ตอนพระรามตามกวาง ตอนนกชดายุ ตอนหนุมานเผากรุงลงกาจนกระทั่งถึงตอนจองถนน ส่วนเทวาลัยพระพรหมนั้น เป็นเรื่องตอนจบของรามายณะ อันได้แก่ฉากรบพุ่งกัน และรับนางสีดากลับในที่สุด เรื่องยังคงต่อเนื่องไปถึงตอนนางสีดาถูกเนรเทศไปป่าและพระกุศและพระลพประสูติ

สำหรับในภาพนี้ เป็นภาพพระราม พระลักษมณ์พร้อมด้วยกองทัพลิงกำลังรบกับกองทัพรากษสของทศกัณฐ์ จันทิพระพรหม

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

13122917
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
438348
0
438348
12684404
438348
889778
13122917
Server Time: 21-09-2019 14:34:02