Choose your language

ข่าวประชาสัมพันธ์

เว็บไซต์ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเณย์ กำลังทำการปรับปรุงบางส่วน ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ news

ติดต่อภาควิชา

ติดต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คลิก

ด้านในครรภคฤหะของจันทิเมนดุตปรากฏประติมากรรมสำคัญสามองค์ คือพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทางด้านขวา และพระโพธิสัตว์วัชรปาณิทางด้านซ้าย อนึ่ง การที่พระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและวัชรปาณินั้น ปรากฏมาก่อนแล้วตั้งแต่ถ้ำอชันตาและเอลโลร่าในอินเดีย ต่อมาได้กลายเป็นที่แพร่หลายในศิลปะชาภาคกลาง

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปรากฏพระอมิตาภะ (พระธยานิพุทธประจำองค์ แสดงปางสมาธิ) บนมวยผม ส่วนพระหัตถ์ซ้ายเคยถือดอกบัวปัทมะซึ่งหักหายไปแล้ว พระโพธิสัตว์มีเครื่องแต่งกายที่คล้ายคลึงกับศิลปะปาละมาก ทั้งการทรงกระบังหน้าที่มีตาบสามเหลี่ยม 3 จุด การสวมวาสตรยัชโญปวีต รวมถึงการนั่งลลิตาสนะบนฐานกลีบบัวและรูปแบบของพนักบัลลังก์

ด้านในครรภคฤหะของจันทิเมนดุตปรากฏประติมากรรมสำคัญสามองค์ คือพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทางด้านขวา และพระโพธิสัตว์วัชรปาณิทางด้านซ้าย

พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท มีรูปแบบที่แสดงอิทธิพลจากศิลปะจาลุกยะที่ถ้ำเอลโลร่ากับศิลปะปาละจากอินเดียภาคตะวันออก พระพุทธรูปมีอุณาโลมตามแบบศิลปะปาละแต่กลับห่มเฉียงดังที่ปรากฏกับพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทที่ถ้ำอชันตาและเอลโลร่า พระพุทธองค์แสดงการจับชายจีวรขณะนั่งห้อยพระบาทรวมถึงปรากฏชายจีวรที่ตกลงมาระหว่างพระเพลาทั้งสองข้างซึ่งคล้ายคลึงกับศิลปะที่ถ้ำเอลโลร่า ส่วนบัลลังก์ที่ประดับด้วยมกร วยาลและช้างก็ปรากฏมาก่อนแล้วทั้งที่ถ้ำเอลโลร่าและในศิลปะปาละ

นางหาริตีคือยักษิณีผู้พิทักษ์เด็กในพุทธศาสนา เป็นสตรีที่ล้อมรอบด้วยเด็กจำนวนมาก อีกนัยหนึ่งนางก็เป็นผู้ประทานบุตรให้กับผู้ศรัทธาด้วย ด้วยเหตุนี้นางจึงเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับท้าวกุเวรและบางคติจึงถือนางเป็นชายาของท้าวกุเวร การปรากฏทั้งท้าวกุเวรและนางหาริตีที่ประตูทางเข้าของจันทิเมนดุต ย่อมแสดงคติการอวยพรให้กับผู้ศรัทธาอย่างไม่ต้องสงสัย 

ที่ด้านข้างของพนักบันไดและที่ฐานรองรับเรือนธาตุ (ฐานชั้นบน) ของจันทิเมนดุต ปรากฏภาพเล่าเรื่องแทรกอยู่ในลายพันธุ์พฤกษาด้วย ตัวอย่างนิทานเรื่องเล่าที่สำคัญได้แก่ นิทานเรื่องปูหนีบคอนกกระสาเจ้าเล่ห์  ภาพเล่าเรื่องจากนิทานปัญจตันตระ ซึ่งเป็นนิทานสอนใจของอินเดียแต่งโดยใช้สัตว์ต่างๆเป็นตัวละครหลัก เช่น นิทานเรื่องเต่าปากมากซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากนกกระยางสองตัว เป็นต้น นิทานบางเรื่องก็ปรากฏเช่นกันในนิทานชาดกด้วยอันแสดงให้เห็นว่านิทานเหล่านี้คงเป็นนิทานโบราณของอินเดีย จึงทำให้นิทานดังกล่าวไปปรากฏทั้งในศาสนาฮินดูและพุทธ

เก็จมุมของจันทิเมนดุน ปรากฏพระโพธิสัตว์จำนวนแปดองค์ ซึ่งได้แก่อัษฏมหาโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่แปดองค์ในพุทธศาสนามหายาน ภาพสลักนี้ทำให้จันทิเมนดุตกลายเป็นมณฑลของพระโพธิสัตว์แปดองค์ผู้ประทับยืนล้อมรอบพระพุทธเจ้าที่แทนด้วยพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในจันทิ ซึ่งแท้จริงแล้วพระโพธิสัตว์ทั้งแปดแสดงให้เห็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าในด้านต่างๆนั่นเอง 

โดยอัษฏมหาโพธิสัตว์ทั้งหมดได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรวัชรปาณิ สมันตภัทร มัญชุศรี กษิติครรภ์ อากาศครรภ์ (หรือขครรภ์) ไมเตรยะ และสรรวนิวรณวิษกัมภิน

ที่เก็จประธานของจันทิเมนดุตสลักเป็นภาพพระโพธิสัตว์ที่สำคัญ ภาพด้านหนึ่งสลักเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กรประทับนั่งบนดอกบัว สองกรหน้าของพระโพธิสัตว์แสดงปางสมาธิส่วนอีกสองกรถือของนักบวชอันได้แก่ลูกประคำและคัมภีร์ การแสดงมุทราของพระโพธิสัตว์ดังกล่าวนี้ทำให้นึกถึงประติมานวิทยาของพระโพธิสัตว์ษฑักษรี อันเป็นภาคหนึ่งของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้ทำสมาธิกับมนตร์หกพยางค์ ด้านข้างทั้งสองข้างของพระองค์ปรากฏต้นไม้สารพัดนึกที่ปรากฏหม้อเพชรพลอยที่โคนต้นด้วย ต้นไม้สารพัดนึกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ต้นกัลปพฤกษ์”

นอกจากนี้ยังปรากฏพระโพธิสัตว์บริวารโดยข้างหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์เพศชาย อีกข้างเป็นเพศหญิง ทั้งสองกำลังทำโยคะซึ่งสังเกตได้จากการคาดสายโยคปัฏฏ์ข้างหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์เพศชาย อีกข้างเป็นเพศหญิง ทั้งสองกำลังทำโยคะซึ่งสังเกตได้จากการคาดสายโยคปัฏฏ์

จันทิเมนดุตสร้างขึ้นในศิลปะชวาภาคกลางตอนกลาง โดยราชวงศ์ไศเลนทร์ในพุทธศตวรรษที่ 14 สร้างขึ้นในพุทธศาสนามหายาน โดยสร้างขึ้นในระยะเดียวกันกับบุโรพุทโธ ที่ตั้งของจันทิเมนดุตก็ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับจันทิปะวนและบุโรพุทโธ น่าเชื่อว่าจันทิทั้งสามตั้งอยู่ในแกนเดียวกันจึงมีความสัมพันธ์กันทางด้านประติมานวิทยา

จันทินี้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าจันทิบนที่ราบสูงเดียง และตั้งอยู่บนฐาน 2 ชั้น โดยฐานชั้นล่างอยู่ในฐานประทักษิณ เรือนธาตุมีการแบ่งออกเป็นสามส่วนคือแบ่งเป็น “เก็จประธาน” และ “เก็จมุม” ทั้งเก็จประธานและเก็จมุมมีการสลักภาพพระโพธิสัตว์ส่วนยอดของจันทิแห่งนี้ยังคงระบบ “วิมานอินเดียใต้” แต่กลับเปลี่ยนการประดับชั้นหลังคาจาก “อาคารจำลอง” ให้กลายเป็นการประดับ “สถูปิกะ” หรือ “เจดีย์จำลอง” โดยประดับตลอดแนวชั้นหลังคา

ศิลปะชวากลาง ศิลปะชวาตะวันออก ศิลปะบาหลี

en th
ในประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีหมู่เกาะจำนวนมากนั้น ศิลปะและวัฒนธรรมอินเดียภายใต้ศาสนาฮินดูและพุทธมหายานได้เข้ามามีบทบาทอยู่ที่เกาะชวา เกาะบาหลีและเกาะสุมาตรา โดยในเกาะชวานั้น มีศิลปะอินเดียได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-16 โดยมีศูนย์กลางสำคัญอยู่แถบชวาภาคกลาง แถบเมืองยอกยากาตาร์ ด้วยเหตุนี้ ศิลปะระยะแรกของเกาะชวาซึ่งได้รับอิทธิพลอินเดียอย่างมากจึงเรียกว่า "ศิลปะชวาภาคกลาง"โดยได้รับการอุปถัมป์จากสองราชวงศ์ คือ ราชวงศ์สัญชัยหรือมะตะรามผู้นับถือศาสนาฮินดู และราชวงศ์ไศเลนทร์ผู้นับถือพุทธศาสนามหายาน
ส่วนในระยะต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 16-20 ศูนย์กลางของเกาะชวาได้ย้ายไปยังภาคตะวันออกของเกาะชวา แถบเมืองมาลังและบลิตาร์ ด้วยเหตุนี้ ศิลปะในระยะนี้จึงเรียกว่า “ศิลปะชวาภาคตะวันออก”ในระยะนี้ศิลปกรรมมีความเป็นพื้นเมืองสูง หลุดพ้นไปจากรูปแบบศิลปะอินเดียแต่ยังอยู่ภาใต้วัฒนธรรมทางสาสนาฮินดูและพุทธอยู่ ราชวงศ์ที่สำคัญในระยะนี้คือราชวงศ์ของพระเจ้าไอร์ลังคะ ราชวงศ์สิงหาส่าหรีและราชวงศ์มัชฌปาหิต
เมื่อศาสนาอิสลามเริ่มแพร่เข้ามาในเกาะชวา ทำให้ชาวฮินดูจำนวนมากอพยพเข้าสู่เกาะบาหลี กระบวนการนี้ปรากฏอย่าชัดเจนเมื่อราชวงศ์มัชฌปาหิตล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุนี้ เกาะบาหลีจึงเป็นเกาะที่รักษาวัฒนธรรมและศาสนาแบบชวาตะวันออกจนถึงปัจจุบัน ในระยะนี้เรียกว่า “ศิลปะบาหลี” ป็นระยะที่ศาสนาฮินดูแบบอินเดียได้เข้าปะปนกับความเชื่อพื้นเมืองจนกลายเป็นศาสนาแบบพิเศษของเกาะบาหลีไป

ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ปรากฏสถาปัตยกรรมระยะแรกบนที่ราบสูงเดียง (Dieng) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองโวโนโซโบ (Wonosobo) บนที่ราบสูงแห่งนี้ปรากฏจันทิขนาดเล็กกลุ่มหนึ่งซึ่ง ถือเป็นจันทิที่เก่าแก่ที่สุดในศิลปะชวา สร้างขึ้นโดยราชวงศ์มะตะรามของพระเจ้าสัญชัยผู้นับถือศาสนาฮินดูในพุทธศตวรรษที่ 14 ศิลปะในระยะนี้เกี่ยวข้องอย่างมากกับศิลปะอินเดียใต้ ด้วยเหตุนี้ ยอดปราสาทในศิลปะชวาระยะนี้จึงมักเป็นยอดวิมานที่ประกอบด้วยเรือนธาตุจำลองและอาคารจำลองตามแบบอินเดียใต้ อย่างไรก็ตาม ยังคงปรากฏอาคารหลังหนึ่งคือจันทิภีมะที่มียอดปราสาทตามแบบศิขระในศิลปะอินเดียเหนือ อันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของการับอิทธิพลอินเดียในระยะแรกของศิลปะชวาภาคกลาง

ศิลปะชวาภาคกลางตอนกลาง เป็นระยะทางศิลปกรรมที่ได้รับการอุปถัมป์จากราชวงศ์ไศเลนทร์ซึ่งนับถือพุทธศาสนามหายานในพุทธศตวรรษที่ 14 จันทิและศาสนสถานที่สำคัญในระยะนี้ ได้แก่จันทิเมนดุต จันทิปะวนและสถูปบุโรพุทโธ พัฒนาการสำคัยในระยะนี้คือจันทิเริ่มมีความซับซ้อนขึ้ย เรือนธาตุมีการแบ่งออกเป็นสามส่วนคือแบ่งเป็น “เก็จประธาน” และ “เก็จมุม” โดยมีการสลักภาพพระโพธิสัตว์ทุกเก็จซึ่งทำให้ระบบทางประติมานวิทยาเกิดความซับซ้อนขึ้นมาก ในระยะนี้ยังคงปรากฏเรือนธาตุจำลองตามแบบวิมานอินเดียใต้ แต่การเปลี่ยนจากอาคารจำลองเป็นสถูปิกะนั้น แสดงให้เห็นถึงการปรับเลี่ยนไปตามพุทธศาสนา ในระยะนี้ยังมีสถูปบุโรพุทโธซึ่งถือเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในศิลปะชวา สร้างขึ้นโดยจำลองจักรวาลซึ่งประกอบด้วยพระอาทิพุทธเจ้า พระธยานิพุทธเจ้าแลพระมานุษิพุทธเจ้าประทับอยู่ในตำแหน่งต่างๆของจักรวาลตามระบบทางประติมานวิทยา การจำลองจักรวาลของบโรพุทธโธนั้นนอกจากจะใช้แผนผังของฐานเป็นตัวกำหนดเพื่อแยกระหว่างกามภูมิ รูปภูมิและอรูปภูมิแล้ว ยังมีการกำหนดภาพเล่าเรื่องต่างๆและลักษณะของพระพุทธรูปและสถูป เพื่อแสดงระบบของจักรวาลให้ชัดเจนขึ้น

ศิลปะชวาภาคกลางตอนปลาย เป็นระยะที่ศิลปกรรมเพิ่มความซับซ้อนขึ้นมากทั้งทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู โดยมีการสร้างจันทิที่อยู่ในผังกากบาทโดยมีห้องอยู่ภายในห้าห้องซึ่งประดิษฐานพระพุทธเจ้าหรือเทพเจ้าตามทิศทางประติมานวิทยา นอกจากนี้ ระบบมณฑลอันประกอบด้วยอาคารบริวารจำนวนมากเรียงกันในผังสี่เหลี่ยมก็ปรากฏความนิยมขึ้นในระยะนี้ ผลของความซับซ้อนดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับศิลปะปาละซึ่งนิยมแผนผังของอาคารในลักษณะนี้เช่นกัน ตัวอย่างของอาคารนังห้าห้องและมีการวางอาคารตามระบบมณฑล เช่น จันทิกะลาสัน จันทิเซวู และจันทิปรัมบะนัน ส่วนจันทิส่าหรีและจันทิเซวูนั้น แผนผังแบบใหม่คืออาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งภายในแบ่งออกเป็นสามห้องก็เริ่มปรากฏขึ้นควบคู่กับอาคารแบบปกติ ความซับซ้อนของแผนผังทั้งหมดนี้ต่อมาจะลดลงจนกลายเป็นแผนผังที่เรียบง่ายในศิลปะชวาภาคตะวันออก

คำค้น

Borobudur Candi Arjun Candi Jago Candi Kalasan Candi Kidal Candi Mendut Candi Panataran Candi Parambanan Candi Sari Candi Sewu Dieng Plateau Pura Besakhih Pura Kehen กฤษณะ จันทิ จันทิเมนดุต ชวาภาคกลางตอนกลาง ชวาภาคกลางตอนปลาย ชาดก ฐานเป็นชั้น ธยานิพุทธ น้ำพุ ปหรรปุระ พื้นเมือง พุทธประวัติ พุทธมหายาน ภาพเล่าเรื่อง มณฑล มหาภารตะ มัชฌปาหิต ระบบตรีกาย ระบบพระพุทธเจ้าสามระดับ ระบบภูมิสาม รัดอก รามายณะ ลลิตวิสตระ ลัทธิเทวราชา ลานประทักษิณ วิมานอินเดียใต้ วิษณุ ศิลปะชวาภาคกลางตอนต้น ศิลปะชวาภาคตะวันออก ศิลปะบาหลี ศูนย์กลางจักรวาล สถูปิกะ สระน้ำ สิงหาส่าหรี หน้ากาล อมลกะ อวโลกิเตศวร อาคารจำลอง อาคารทรงเมรุ ฮินดู เขาพระสุเมรุ เรือนธาตุ เรือนธาตุจำลอง แผนผังกากบาท แผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไวษณพนิกาย ไศวนิกาย

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฐานข้อมูลศิลปกรรมเอเซียอาคเนย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 International.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://www.art-in-sea.com/.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://www.art-in-sea.com/

ติดต่อศูนย์ศิลปกรรม

logo-1คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 31 ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 0 2224 7684 โทรสาร 0 2226 5355

Statistics

13122952
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
438383
0
438383
12684404
438383
889778
13122952
Server Time: 21-09-2019 14:35:59